27.12.13

เ มื่ อ คิ ด ใ ห้ ดี โ ล ก นี้ ป ร ะ ห ล า ด

4 comments


เธอว่ามันแปลกมั้ย ประหลาดดีมั้ยละ

ถึงแม้เราสองคนจะเป็นเพียแค่คนแปลกหน้าในรถไฟชีวิตขบวนนี้
แต่เราทั้งคู่ต่างก็ค้นหาที่ไหนสักที่ .. ที่หมาะสมกับตัวเรา
พวกเราเหมือนต้องตกอยู่ใต้เงาอะไรก็ไม่รู้ .. แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ
มันแปลกก็อีตรงที่เราต่างก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาดนี่แหละ .. เธอว่ามั้ย
การยืนหยัดท่ามกลางปัญหา มันไม่ง่ายเลยใช่มั้ย
เธออยู่ที่เส้นแบ่งสุดท้ายที่จะนำเธอไปสู่ความบ้าคลั่ง และเธอก็ปวดใจ
แม้เธอจะกรีดร้องก้องดังแค่ไหน .. ไม่มีใครได้ยิน
เธอโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนที่แสนเย็นชา
แปลกดีนะ .. ที่เราต่างก็เคยคิดว่าเรามันต่างไปจากพวกน่ะ
นั่งอยู่ตรงนั้น เฝ้ารออะไรบางอย่าง .. ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตจะเปลี่ยนไป
ขอแค่ใครสักคนที่เข้าใจ .. ใครสักคนที่คิดเหมือนกัน
การอยู่ในโลกที่ทำอะไรเป็นพิมพ์เดียวกันหมด .. ใครที่ต่างไปนิดหน่อย .. ผิดน่าดูชมเลย
ไม่ได้ดีโดดเด่น แต่ก็ไม่กลมกลืนกับเขา .. ตัวประหลาดชัดๆ
ยังคงรออยู่ที่เดิม คงจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ชะตาชีวิตเปลี่ยนไป
เฝ้าหาใครสักคนที่เข้าใจ ที่เจอมาเหมือนๆเรา
โลกนี้มันคอยเคี๊ยะคนที่ไม่เข้าพวกอยู่แล้วละ
ในเมื่อเข้ากับเขาไม่ได้ ไม่มีอะไรโดดเด่น (แบบที่คนอื่นเขาพอใจ) .. ก็เป็นแค่ตัวประหลา
มันแปลกดีนะ ที่เราล้วนเคยคิดว่าเราเป็นตัวประหลาด
แปลกอยู่แหละ แปลกจริงๆ กับสิ่งที่เราคิด .. หึหึ
เพราะบางทีเราอาจเป็นตัวประหลาดกันอยู่แล้วก็เป็นได้


ข้อความทั้งหมดด้านบนนี้เป็นบทแปลของฉันที่ถอดความหมายออกมาจากเพลงที่ชื่อว่า Weird ของ Hanson ศิลปินกลุ่มชาวอเมริกันที่โด่งดังในบ้านเราช่วงปลายยุค 90 ถึงสมาชิกของวงจะยังเป็นหนุ่มรุ่นกระเตาะแต่เนื้อหาของเพลงๆนี้ไม่ได้เด็กไปตามอายุเลย หากแต่มันเต็มไปด้วยมุมมองของคนที่ใช้ชีวิตผ่านโลกอันฟอนเฟะนี้มาเยอะ บอบช้ำทางความรู้สึกจากสิ่งแย่ๆที่ได้รับจากเพื่อนร่วมโลกเส็งเคร็งใบนี้มามากมายเหลือคณานับ เป็นเพลงสากลเพลงหนึ่งที่มีความหมายลึกซึ้งที่ฉันชอบมากๆ ถ้าจะมีใครถามถึงเพลงประจำชีวิตของฉัน เพลงนี้ก็จะถูกนับรวมไว้ในลิสท์เป็นลำดับแรกๆเลยทีเดียว

ครั้งแรกที่ฉันเริ่มรู้สึกตัวเองว่าเรามันมีอะไรที่ต่างไปจากพวกน่าจะเป็นตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบเห็นจะได้ ตอนนั้นครูประจำชั้นให้เล่นเกมอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว ในเกมมีคำถามว่าชอบนักร้องผู้หญิงหรือผู้ชาย มีฉันแค่คนเดียวจากทั้งห้องที่ตอบว่าชอบนักร้องชาย ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกประเภทที่เรียกว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ฉันคิดว่าฉันได้รับสายตาแปลกๆจากคนทั้งห้องจ้องมองมาที่ฉัน จนมีความรู้สึกพุ่งขึ้นมาในหัววูบนึงว่านี่เราดูเป็นคนบ้าผู้ชายเหรอ ก็ไม่รู้ว่าคิดแบบนั้นไปได้ยังไง ทั้งๆที่ฉันยังไม่เข้าใจนิยามของคำว่าบ้าผู้ชายได้แจ่มชัดแบบที่คนโตๆแล้วเขาเข้าใจกันด้วยซ้ำ ครั้งต่อมาที่ฉันรู้สึก คงเป็นตอนที่อายุราว 10-11 ขวบที่ฉันบ้าฟังเพลงอย่างหนัก บ้าถึงขั้นที่อ่านรายละเอียดในปกเทปที่มี จดจำได้หมดว่าใครเป็นโพรดิวเซอร์ให้อัลบั้มนี้ของนักร้องคนโปรด ใคนเป็นคนแต่งเนื้อเพลงที่ฉันชอบ ใครเป็นคนแต่งทำนองที่แสนจะติดหูจับใจนั้น ในขณะที่เพื่อนๆของฉันไม่มีใครทำอะไรแบบนี้กันเลย ตอนนั้นฉันคิดว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เด็กผู้หญิงเขาทำกัน อาจจะเป็นเด็กผู้ชายก็ได้ที่ดูจะหมกมุ่นในเชิงลึกกับเรื่องเสียงเพลงและดนตรีมากกว่า นั่นคือสิ่งที่ฉันสรุปให้กับตัวเองตามประสาเด็กวัยนั้น

ช่วงที่ฉันรู้สึกอย่างเต็มตัวเต็มใจว่าฉันต่างไปจากพวกคือเมื่ออายุ 14 ฉันดูหนังที่คนเขาไม่ดู ฉันอ่านนิตยาสาร Cosmopolitan และ Cleo ตั้งแต่ตอนนั้น ฉันนั่งอ่านมันทั้งเล่ม เรื่องแฟชั่น เรื่องรัก เรื่องเซ็กซ์และความสัมพันธ์ อ่านประวัติ 50 หนุ่มโสดที่ Cleo จัดประกวดกันทุกปี ระยะเวลาช่วงนั้นฉันเริ่มพบว่าฉันคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนคนไทยส่วนมากเขาคิดกัน ทั้งในความเป็นคนไทยทั่วๆไป และในแง่ของความเป็นผู้หญิงไทยที่ดี พูดง่ายๆว่าฉันมีหัวคิดเหมือนคนตะวันตกมากเกินไป มากเสียจนเพื่อนๆของฉันหลายคนก็ยังตกใจ เพื่อนบางคนพูดด้วยความเห็นใจหรืออะไรก็สุดจะทราบได้ว่าถ้าฉันไปเกิดเป็นผู้หญิงอเมริกันสักคน ชีวิตของฉันคงวุ่นวายน้อยกว่านี้เยอะ มีความสุขกว่านี้อีกมาก และมันก็คือความจริง

ตลอดเวลาที่เติบโตมาในชายคาบ้าน ฉันรู้สึกอยู่ตลอดทุกขณะจิตว่าไม่เป็นตัวของตัวเองเลย นั่นเป็นเพราะฉันคิดอะไรไม่เหมือนพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเขาคิดกัน สิ่งที่ฉันคิด ที่ฉันเป็น และทำ มันเป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งอุตริวิตถาร เป็นสิ่งบัดซบจัญไร น่าขายหน้าในสายตาของพวกเขา ทุกๆวันจนบัดนี้ฉันได้แต่เก็บซ่อนความลับพวกนี้แบบมิดเม้ม ซ่อนมันไว้ในซอกลึกของหัวใจตัวเอง เม้มมันไว้ให้ไกลหูไกลตาในเสี้ยวชีวิตที่ฉันสามารถหลีกเร้นตัวเองออกไปจากสายตาพวกเขาได้ หลายๆคนอาจจะเคยรู้ว่าสาเหตุที่ฉันไปเรียนต่อมิใช่เป็นเพราะฉันรักเรียนรักความก้าวหน้าอะไรเลย แต่เพราะมันคือวิธีเดียวที่ฉันจะได้หนีจากโลกที่กักขังฉันจากความเป็นตัวของตัวเอง ได้ไปมีอิสระ ไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ ใช้ชีวิตในแบบที่ผู้หญิงอเมริกันสักคนเขาใช้กันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่จะมาชี้หน้าด่าหรือตัดสินเขาได้เลย

ในช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่โน่น ฉันไม่เคยคิดถึงบ้านเลยแม้แต่วันเดียว ย้ำเน้นๆตรงคำว่าบ้านและคำว่าแม้แต่วันเดียว ขีดเส้นใต้สองคำนี้ไว้หนาๆเลย ฉันว่าฉันคิดถึงร้านบุฟเฟ่ท์หมูกระทะหน้ามหาลัย หรือแหล่งช็อปปิ้งสุดโปรดอย่างสวนจตุจักรมากกว่าเสียอีก อาจจะฟังดูเป็นคนใจดำหรือใจร้าย แต่ฉันเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองอย่างถึงขีดสุดมากๆ เป็นชีวิตในแบบที่การอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนให้ฉันไม่ได้ ด้วยสายการเรียนที่ฉันเลือกเรียนต่อแล้ว ฉันรู้ดีว่าคงไม่อาจจะหางานที่ทำให้อยู่ต่อที่นั่นได้โดยง่าย ฉันถึงกับบอกตัวเองว่าต่อให้แค่เป็นพนักงานในแคนทีนมหาลัยที่มีหน้าที่ตักอาหารกลางวันด๊อกๆด๋อยๆแล้วได้อยู่ต่อ ฉันก็จะทำมัน แต่เมื่อถึงเวลาแล้วโอกาสแบบนั้นมันไม่มาถึงฉันก็ต้องกลับมา มาอยู่ตรงนี้ ที่นี่ บ้านเกิดเมืองนอนที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองโคตรจะไม่ fit in เอาซะเลย

จากเรื่องราวตัวอย่างและเหตุผลทั้งหมดทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นนั้นส่งผลให้ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว มีบุคลิกภาพประเภท introvert ซึ่งก็ทำให้คนมองว่าแปลกแยกเข้าไปอีก ก็ในเมื่อฉันไม่ค่อยเจอคนที่เป็นแบบเดียวกับฉัน ชอบอะไรคล้ายกัน มองโลกคล้ายๆกัน แล้วจะให้ฉันไปคบกับคนที่มองว่าสิ่งที่ฉันเป็นมันแย่ มันผิดบาป มันไม่เหมาะสมในสังคมไทยอย่างงั้นเหรอ และถ้าจะให้ฉันยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับใครๆเขาได้ ให้เป็นเหมือนคนอื่น ให้มีคนรักคนชอบมากขึ้น ฉันบอกเลยว่าทำไม่ได้และไม่คิดอยากทำด้วยแม้สักเสี้ยววินาที ถ้าจะไม่มีใครรักฉันในตัวตนเนื้อแท้ของฉันแล้ว ก็ช่างโลกนี้แม่งปะไร ให้รู้ไปเลยว่าฉันเป็นฉันแล้วไม่มีใครเอา ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายบ้านเมืองสักข้อนึง ถ้าจะรักจะยอมรับกันก็ต้องยอมรับฉันในแบบที่เป็นฉันเอง ความคิดของฉัน การใช้ชีวิตของฉัน สิ่งที่ฉันคิดฉันชอบฉันรัก ไม่ใช่รักในเปลือกที่เสแสร้งทำขึ้นมาเพื่อให้กลายเป็นที่ยอมรับเหมือนอย่างที่ฉันเห็นคนกว่าครึ่งในสังคมไทยกำลังทำกัน ฉันไม่เคยเข้าใจว่าเขาทนทำในสิ่งเหล่านั้นเข้าไปได้ยังไง เขาเป็น เขาคิด เขาต้องการในสิ่งที่เขาแสดงออกแบบนั้นจริงๆน่ะเหรอ ฉันว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายมากนะ แต่ทำไมคนบ้านเราถึงกลับทำอะไรคิดอะไรได้คล้ายๆกันขนาดนั้น ฉันว่ามันไม่ใช่แล้วน่ะ ฉันขอเถียงหัวชนฝาเลยว่าคนพวกนั้นแม่งไม่ได้กำลังเป็นตัวของตัวเองอยู่หรอก และที่น่าสมเพชยิ่งกว่านั้นคือพวกเขาทำอะไรตามๆกันไปเพื่อแสวงหาการยอมรับมากเสียจนไม่รู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคือแบบไหนกันแน่ ทำตามๆกันไปจนไม่กล้าแสดงออกถึงความเป็นตัวเองไปแล้ว เพราะกลัวว่าถ้าวันนึงแสดงไปแล้วคนจะไม่ยอมรับเหมือนเก่า จะไม่มีคนรักเหมือนก่อน ฉันเฝ้าถามตัวเองเสมอนะว่าอะไรกันที่ทำให้คนพวกนั้นแคร์กับการเป็นที่ยอมรับหรือที่รักของคนอื่นมากกว่าการได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการและได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ วันๆได้แต่ใช้ชีวิตกันไปเหมือนห้อยอยู่ที่ปากชาวบ้าน ไม่ใช่ห้อยอยู่ที่ใจตัวเอง ชีวิตคนพวกนั้นมันต้องคำสาปอาถรรพ์ชนิดไหนกันหนอ ถึงไม่อาจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของสังคมเส็งเคร็งไปได้

ไม่รู้สิ แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันเป็นแม่งไม่ได้ประหลาดอะไรเลยในสายตาคนครึ่งโลกค่อนโลก แต่ทำไมในบ้านนี้เมืองนี้มันดูเหมือนแปลกประหลาดเสียเต็มประดา ทำไมไอ่การทำอะไรเหมือนๆจนเป็นพิมพ์เดียวกันไปหมดกลับได้รับการยอมรับมากมาย ในขณะที่คนในอีกซีกโลกเขาสมเพชกับอะไรแบบนั้นสิ้นดี ตกลงใครประหลาดกันแน่ คนพวกนั้น ตัวฉัน หรือใคร …?

20.12.13

S t a n d u p , s p e a k o u t !

0 comments
เมื่อสักหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้ฉันพบกับกระทู้นึงในพันทิป เจ้าของกระทู้ตั้งมันขึ้นมาเพื่อแนะนำรายการทีวีจากอเมริการายการนึงที่น่าสนใจมากเอาไว้ รายการที่ว่านี้เป็นรายการประเภทเรียลิตี้ที่ชื่อว่า What Would You Do? คอนเส็ปท์ของรายการมีอยู่ว่า จะนำนักแสดงมาจำนวนนึงและให้พวกเขาเล่นบทบาทสมมติตามสถานการณ์แย่ๆร้ายๆ และตั้งกล้องซ่อนไว้เพื่อจับตาดูปฏิกิริยาของคนที่ผ่านไปผ่านมาหรือคนที่อยู่ใกล้เคียงว่าพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างกับเรื่องราวแย่ๆพวกนั้น สถานการณ์การร้ายๆที่ทางรายการนำมาใช้ก็อย่างเช่น ลูกค้าคนข่าวเหยียดผิวแคชเชียร์มุสลิมที่มินิมาร์ท ลูกค้าใจร้ายพูดจาไม่ดีกับพนักงานสูงอายุในซุปเปอร์มาเกต ผัวจะซ้อมเมียกลางร้านอาหาร ลูกค้าแสดงท่าทีรังเกียจเด็กเสิร์ฟสาวประเภทสอง ผู้ชายกำลังพยายามลักพาตัวเด็กผู้หญิง และอื่นๆอีกมากมาย โดยที่ในตอนท้ายเพื่อกันไม่ให้ความเข้าใจผิดลุกลาม ผู้ดำเนินรายการและทีมกล้องจะโผล่ออกมาหาดาราจำเป็นทั้งหลายเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและปฏิกิริยาหรือความรู้สึกของเขาที่มีต่อเรื่องบ้าบอพวกนั้น เอาละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะนำตัวอย่างคลิปมาให้ดูสัก 2-3 ตอน พร้อมกับบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละตอนไปพร้อมๆกัน

ไอ่หนุ่มคนขาวจอมเหยียดกับแคชเชียร์มุสลิมที่มินิมาร์ท



พ่อคนจอมเหยียดไม่ยอมให้แคชเชียร์จับอาหาร โดยบอกว่าชั้นไม่อยากให้พวกก่อการร้ายมาแตะต้องอาหารของชั้น และยังเที่ยวบอกกับใครต่อใครในร้านว่าพวกนี้คือพวกก่อการร้าย ยังจำเหตุการณ์ 9/11 ได้มั้ยละ พวกนี้ทั้งนั้นที่ทำเรื่อง  ชายผิวดำคนแรกที่ได้ยินทำหน้าเจื่อนๆแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งคุณพี่ใส่แว่นเดินไปโวยวายกับไอ่หนุ่มจอมเหยียดตรงๆ ชายผิวดำคนแรกเลยโดดลงมาแจม ว่าสำทับลงไปอีกหลายดอก นอกจากนั้นยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่กล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าจอมเหยียดคนนี้ บางคนพยายามอธิบายดีๆแก้ไขความเข้าใจผิด แต่ก็ไร้ผล บางคนถึงกับส่ายหัวด้วยความอ่อนใจในพฤติกรรมอันไม่ถึงประสงค์นั้น แต่ที่เด็ดสุดคือคุณพี่ทหารหาญคนสุดท้ายที่ออกโรงปกป้องความเท่าเทียมกันของมวลมนุษยชาติอย่างเต็มกำลัง น่าปรบมือให้จริงๆ และแล้วกล้องกับพิธีกรก็เข้ามาเฉลย


ลูกค้าใจร้ายกับแคชเชียร์วัยชราที่ซุปเปอร์มาร์เกต



แคชเชียร์วัยสูงอายุที่มีปัญหาติดขัดในการสแกนสินค้ากับเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องถูกทางรายการควบคุมให้มันเป็นอย่างนั้น พวกเขาถูกลูกค้าใจร้ายและไร้มารยาทพูดจาเสียดสีและดูถูกอย่างมาก บ้างก็ว่าแก่ๆแบบนี้ไปบ้านพักคนชราได้แล้ว สงสัยเพิ่งเคยใช้คอมพ์เครื่องแรกเลยมั้งเนี่ย หรือไม่ก็นั่งเล่นครอสเวิร์ดอยู่กับบ้านเหมือนปู่ชั้นเหอะ จะมาทำงานบริการทำไมให้มันเป็นปัญหา ลูกค้าต้องการความว่องไวนะ บลาๆๆ ลูกค้าหลายคนทนฟังคนใจร้ายพวกนี้แพล่มไม่ไหว ถึงกับออกโรงเตือนกันไปตรงๆ คุณพี่ผู้หญิงคนสุดท้ายนี่ได้ใจมาก เจ๊แกร่ายยาวซะจนเถียงไม่ออกเลยทีเดียว พูดดีจนถึงขนาดที่บรรดาลูกค้าด้วยกันต้องเดินมาทำ high five เธอเอาใจชั้นไปเลย นัยว่าพูดจากสั่งสอนคนเบื๊อกๆแบบนั้นได้ถึงใจพระเดชพระคุณมาก แม้แต่แม่หนูผมหยอยวัย 6 ขวบก็ยังรู้ว่านี่คือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร

ผู้ชายกำลังลักพาตัวเด็กหญิง



เด็กหญิงวัยไม่เกิน 8 ขวบกำลังถูกชายคนนึงยื้อยุดฉุดกระชาก ปากของแกก็ร้องว่าใครก็ได้ช่วยหนูด้วย ปล่อยหนูนะ ปล่อย คุณไม่ใช่พ่อหนู แต่อนิจจา เหล่าผู้ใหญ่หลายต่อหลายรายทั้งหญิงและชายต่างเดินผ่านไปโดยไม่ชายตาแลแม้สักนิด บางคนมีเหลือบมองบ้างแต่ไม่กล้าทำอะไร หากแต่ยังมีคู่หูผิวดำผู้ใจดีสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินั้น วิ่งกรูกันเข้าไปที่ชายคนดังกล่าวโดยไว คลิปนี้บอกตรงๆว่าดูแล้วซาบซึ้งใจมาก คนขาวด้วยกันผ่านไปหน้าตาเฉยไม่มีใครเข้าไปช่วยเลย กลับกลายเป็นคนดำด้วยซ้ำที่รีบเข้าชาร์จแบบไม่รอรี ถึงภายนอกจะดำแต่ข้างในช่างผ่องแผ้วนพคุณยิ่งนัก ต้องขอแสดงความนับถือไว้ ณ ที่นี้

จากการดูคลิปไปทั้งหมดเกือบ 10 คลิป ฉันรู้สึกว่าทุกวันนี้คนเราควรจะลุกขึ้นยืนและกล้าพูดถึงสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกมาแบบตรงไปตรงมา ไม่นิ่งเฉยดูดายต่อความเดือดร้อนฉิบหายของผู้อื่น ไม่ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับมันโดยที่คิดว่าไม่ใช่ธุระไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง การที่เราเจอว่าอะไรที่เป็นปัญหา มีปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน เกิดขึ้นกับใคร แล้วเรายังเพิกเฉยกับมัน ไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ก็เท่ากับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นเหมือนกัน

ขอให้พวกเราทุกคนมาความกล้าที่จะปกป้องคนที่โดนรังแก มีความกล้าที่จะช่วยเหลือคนที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มีความกล้าที่จะช่วยเหลือคนที่กำลังเข้าตาจนหรือได้รับความเดือดร้อนในหลายๆเรื่อง เพื่อที่โลกและสังคมของเรามันจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย มันอาจจะไม่ดีขึ้นทันตาเห็นหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายดายแบบพลิกฝ่ามือ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าโลกเน่าๆของเราใบนี้นี้ยังไม่แห้งแล้งซึ่งความหวัง

1.12.13

กิ จ ก ร ร ม ล อ ง ทำ ดู

4 comments
เหตุการณ์ที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นสมัยที่ฉันไปเรียนที่ออสเตรเลีย ในช่วงแรกฉันเลือกพักอยู่กับครอบครัวชาวออสเตรเลีย เป็นเวลา 5 สัปดาห์ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องที่อย่างจริงจัง เพื่อให้หูเราคุ้นชินกับสำเนียงภาษาแบบออสซี่ และเพื่อให้ได้ซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้ๆแบบเข้าถึงจริงๆ จากนั้นถึงค่อยขยับขยายออกไปหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าอยู่เองเพื่อให้ใกล้กับมหาลัยมากขึ้น

ฉันเดินทางไปถึงที่นั่นก่อนจะเริ่มเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ด้วยความจงใจ เป็นเพราะฉันไม่อยากให้อะไรๆมันฉุกละหุกจนสร้างความยุ่งยากและแพนิคให้ฉันได้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ฉันเลยมีโอกาสได้ใช้เวลาในวันว่างตรงนั้นร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์อย่างเต็มที่ โฮสท์คนพ่อทำงานฝ่ายช่างอยู่ที่ฮอลล์อะไรสักอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกับไบเทคบางนาของบ้านเรา ส่วนโฮสท์คนแม่เป็นหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ ที่จะเป็นคนฟอร์มทีมและควบคุมเหล่าสาวๆวัยรุ่นให้ไปซ้อม เก็บตัว และเข้าแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์แบบปอมปอมเกิร์ล นับจากจุดนี้ไปฉันจะขอเรียกพวกเขาทั้งสองว่าแด๊ดและมัม เพื่อความเข้าใจที่ง่ายและตรงกันระหว่างเรา

ช่วงนั้นมัมต้องการจะหาที่เก็บตัวฝึกซ้อมสำหรับลูกทีมสาวๆของนาง มัมตั้งใจว่าจะหาเช่าพวกโรงยิมในอีกเมือง นางเริ่มจากการเปิดหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลือง และโทรไปนัดแนะวันเวลาที่จะเยี่ยมชมสถานที่จริง เมื่อนัดแนะได้แล้วมัมจะสั่งแด๊ดให้ขับรถพาไป รวมทั้งพาฉันออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน เราออกเดินทางตั้งแต่ช่วงสาย ด้วยความที่เมืองมันไกลออกไป เราก็เลยใช้เวลาขับรถกันนานนับชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองที่หมาย มีแวะพักตามจุดท่องเที่ยวเด่นๆบ้างพอเป็นกษัยเพื่อให้ฉันผู้มาใหม่ได้แวะชมสิ่งที่น่าสนใจในบ้านนี้เมืองนี้

ฉันไม่แน่ใจนักว่ามัมติดต่อกับสถานที่ไว้ทั้งหมดกี่แห่งด้วยกัน แต่คิดว่าน่าจะเกิน 5 แห่ง หลังจากที่เราดูโรงยิมไป 2 แห่งแล้วนั้น แด๊ดก็ขับรถวนไปวนมา ด้วยความที่ฉันมาถึงใหม่ๆเลยไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการจราจรของประเทศนี้เท่าไหร่นัก ฉันนั่งที่เบาะหลังก็ได้แต่หันรีหันขวางชมวิวรอบตัวไปเรื่อย จนกระทั่งเริ่มสำเหนียกได้ว่าเราผ่านจุดนี้กันมาเข้ารอบที่ 3 แล้วนี่นา พูดง่ายๆก็คือเรากำลังขับรถวนแบบคนหลงทางนั่นแหละ แด๊ดหาไม่เจอว่าโรงยิมถัดไปอยู่ตรงไหนกันแน่ ตอนนี้แด๊ดกับมัมเริ่มทะเลาะกันแล้ว ฉันเองที่นั่งอยู่ด้านหลังก็วางตัวไม่ถูก ด้วยความที่เป็นแค่คนมาอาศัยเขาอยู่ ลูกเต้ารึก็ไม่ใช่ ทางฝั่งเขาเองก็คงรู้ดีว่าฉันฟังที่เขาทะเลาะกันออกทั้งหมด รู้เรื่องทุกคำ เพราะเพียงแค่ระยะเวลา 2-3 วันที่อยู่กันมาฉันพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าฉันไม่ใช่คนที่มีอุปสรรคเรื่องภาษาอะไร สรุปคือฉันได้แต่นั่งทำหน้าปุเลี่ยนๆอยู่ที่เบาะหลัง พร้อมกับต้องเสมองออกไปที่วิวด้านนอก มันก็คงจะเป็นอากัปกิริยาที่น่าจะเป็นที่สะดวกใจที่สุดสำหรับฉันและสองผัวเมียที่ทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงที่เบาะคู่หน้าแล้ว

ระหว่างที่ต้องพยายามรักษากิริยาตัวเองในบรรยากาศมาคุเช่นนั้น ฉันก็มีความคิดนึงเกิดขึ้นมาในหัว เป็นคนไทยบ้านเรา ถ้าหลงทางขนาดนี้ก็คงจอดรถแวะถามใครสักคนที่ข้างทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไอ่หนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซผ่านไปมา หรือจะเป็นคุณพี่ผู้ชายช่างซ่อมรถที่อู่ หรือจะเป็นคุณป้าที่เพิงตามสั่งตรงนั้น คนไทยแบบฉันหรือเราๆก็คงจะเปิดไฟกระพริบติ๊กๆ พร้อมกับวิ่งด๊อกแด๊กลงจากรถไปเพื่อถามทางจากคนพวกนั้นแล้ว แต่สิ่งที่แด๊ดและมัมทำกลับเป็นการเถียงกันเองพร้อมกับเปิดหาเส้นทางที่ถูกต้องในแผนที่ทางหลวงเล่มที่พกมาด้วย แล้วเมื่อไหร่จะเจอซะทีวะ มัวแต่หาเองโดยที่ไม่รู้ทางแล้วมันจะเจอมั้ย หยิ่งอะไรกันนักหนามิทราบ ถ้าจอดแล้วถามทางคนเขาป่านนี้ก็ไปถึงที่นานแล้ว นี่ยังมีอีกตั้งกี่ที่ที่จะต้องแวะไป แล้วจะถึงเอากี่โมง ไหนยังจะต้องมาทะเลาะกันเองให้ขายหน้าคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉันอีก อะไรกันเนี่ยคนพวกนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันคิด

หลังจากที่ฉันย้ายออกมาจากครอบครัวเขาแล้ว ฉันก็ลืมนึกถึงเหตุการณ์นี้ไปนานพอดู แต่อยู่มาวันนึงไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ฉันนึกถึงมันเข้าจนได้ แต่คราวนี้ฉันกลับได้ความคิดอย่างใหม่ขึ้นมา ฉันรู้สึกว่าการที่แด๊ดและมัมไม่ยอมจอดรถแล้วถามทางจากใครง่ายๆมันเป็นสัญชาตญาณการพึ่งตัวเองอย่างนึงของฝรั่งหรือเปล่า ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่คนบ้านเราไม่ค่อยจะมีกันเท่าไหร่เลย เวลาที่คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ ก็วิ่งโร่หาคนมาช่วยตลอด ไม่ค่อยพยายามทำเองให้ถึงที่สุดก่อน พยายามให้เห็นกับตาซะก่อนว่ามันจนปัญญาจนด้วยเกล้าแล้วจริงๆถึงค่อยอ้าปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คุณลักษณะนิสัยนี้เองละมั้งที่ทำให้ฝรั่งเขาพัฒนาก้าวไกลไปจากบ้านเราหลายต่อหลายเท่านัก


เหตุการณ์วันนั้นมันย้ำเตือนฉันตลอดมา ในทุกๆครั้งที่ฉันลงมือทำอะไรเองแล้วประสบกับอาการติดขัดขลุกขลัก ฉันจะพยายามหาทางออกด้วยตัวเองจนสุดพลังซะก่อน ถ้ามันถึงที่สุดแล้วจริงๆ ฉันพบว่าตัวเองไปต่อด้วยตัวเองไม่ไหวจึงค่อยเริ่มเอื้อนเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ฉันหวังว่าคนไทยเราจะนำเอาลักษณะนิสัยที่ดีในส่วนนี้ของฝรั่งมาปรับใช้กันให้มากขึ้น เผื่อชีวิตของเราและบ้านเมืองมันจะเจริญขึ้นกว่านี้