ฉันคงต้องยอมรับความจริงข้อหนึ่งที่ว่าฉันเป็นคนกลัวบันไดเลื่อน
ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก หลายๆคนที่รู้จักฉันมาสักพักอาจจะไม่เชื่อหูตัวเองในเวลาที่ฉันบอกเรื่องนี้กับพวกเขา ผู้หญิงลุคห้าว ความคิดแรงๆ ปากจัดกัดเจ็บคนนี้นะเหรอจะกลัวอะไรอย่างบันไดเลื่อน หรือแม้แต่ไม่เชื่อสายตาตัวเองเวลาที่เห็นฉันมีท่าทางเก้ๆกังๆทุกครั้งที่จะขึ้นหรือลงบันไดเลื่อนตามสถานที่ต่างๆ ถ้าจะให้ฉันอธิบายความรู้สึกว่าทำไมถึงกลัวบันไดเลื่อนละก็ ง่ายมาก แต่หลายๆคนก็ไม่ค่อยเข้าใจมันเท่าไหร่อยู่ดี
ฉันรู้สึกว่าบันไดเลื่อนมันเลื่อนไปไวมาก ไวเกินกว่าที่สายตาและประสาทสัมผัสของฉันจะจับมันได้ทัน เมื่อจับไม่ทัน ขาก็ไม่สามารถย่างก้าวแรกออกไปได้นั่นเอง ด้วยความที่กลัวว่าก้าวที่ย่างเหยียบลงไปนั้นมันจะไม่ไปลงที่ขั้นบันได แต่กลับไปลงเอาตรงระหว่างขั้นแทน และพอขึ้นมันเลื่อนก็จะหัวคะมำกลิ้งหลุนๆตกบันได อธิบายถึงตรงนี้หลายคนมักสงสัยว่าถ้ารู้ตัวว่าเหยียบลงไปคาบระหว่างขั้นก็น่าจะยกเท่าปรับได้ทันนี่นา แต่เชื่อฉันเถอะ ฉันรู้ตัวเองดีว่าไม่สามารถทำอะไรแบบนั้นได้ เพราะฉันเป็นคนที่ประสาทโต้ตอบช้าและประสาทสัมพันธ์ก็ไม่ค่อยดี ฉันเลยไม่สามารถทำกิจกรรมอะไรที่ต้องอาศัยการโต้ตอบของร่างกายแบบไวๆได้ หรือกิจกรรมที่ต้องอาศัยความสัมพันธ์กันของร่างกายหลายๆส่วน เช่น การกระโดดเชือก จะว่าไปฉันรู้สึกว่าเพราะฉันเป็นคนที่กลัวเจ็บตัวในระดับสูงกว่าคนทั่วไปมากกว่านะ เลยไม่ค่อยกล้าทำกิจกรรมอะไรที่รู้สึกว่าตัวเองทำแล้วจะพลาดและนำมาซึ่งการเจ็บตัว เรียกว่าขี้แหยงมากๆเลยแหละ
ฉันมีปัญหากับแทบจะทุกบันไดเลื่อนในโลกนี้ ตอนเด็กๆอาการก็ยังไม่ชัดเท่าไหร่นะ เรียกว่าแทบไม่มีเลยด้วยซ้ำ แต่มันเริ่มมาหนักเอาตอนเรียนมหาลัยแล้วนี่ละ หลังจากที่ได้เดินทางด้วยรถไฟฟ้าใต้ดินและรถไฟลอยฟ้าบ่อยขึ้น อาการมันก็ยิ่งชัดขึ้นทุกวัน ในทุกๆครั้งที่เดินทางฉันเลยมักจะรอให้คนขึ้นหรือลงบันไดเลื่อนไปให้หมดก่อน ฉันจึงค่อยลงปิดท้าย เพราะฉันกลัวว่าจะทำให้คนข้างหลังอารมณ์เสียและฉันเองก็จะเสียอารมณ์ด้วย เคยมีครั้งหนึ่งที่ผู้หญิงคนข้างหลังทำเสียงจิ๊จ๊ะใส่ฉันเพราะฉันใช้เวลานานมากกว่าจะก้าวขั้นแรกได้ ฉันก็เข้าใจอะนะว่าเขาหงุดหงิด แต่ก็อดโมโหไม่ได้ว่าทำไมเขาถึงไม่เข้าใจในข้อจำกัดต่างๆของเพื่อนร่วมสังคมบ้างเลย และนี่ก็เป็นปัญหาในทุกๆครั้งที่ฉันต้องเดินทางในช่วง rush hour เพราะกระแสมวลชนจะมาตลอดเวลา กว่าที่คนกลุ่มเดียวกับฉันจะลงกันไปหมด คนกลุ่มใหม่ก็มากันอีกแล้ว รอจนท้อใจ ส่วนในช่วงเวลาที่ไม่ได้เร่งรีบมากฉันก็จะรอเป็นคนปิดท้ายอย่างที่เคย
เทคนิคอย่างหนึ่งในการก้าวขึ้นหรือลงบันไดเลื่อนขั้นแรกของฉันก็คือการนับ 1-2-3 ในใจ แต่มันก็ได้ผลแบบ 50/50 นะ ไม่ใช่ทุกครั้ง เพราะมีหลายหนมากที่ฉันนับ นึง ส่อง ซ ซ ซ ซาาาา ไม่สามสักทีอยู่นั่นแล้ว เหมือนตามันพร่ามันเบลอไปหมด มองไม่ออกเลยว่าตรงไหนถึงจะก้าวได้ ขาก็ตายสนิททั้งสองข้าง (ปกติฉันใช้เท้าขวานำ) มือก็จับราวคาอยู่อย่างนั้น และการขึ้นทุกครั้งจะต้องเป็นข้างขวาด้วยนะ ฉันไม่สามารถใช้มือซ้ายจับราวแล้วขึ้นแบบคนอื่นๆได้เลย โดยปกติถ้าฉันเดินทางกับเพื่อนร่วมทางแล้วเขาขึ้นไปก่อน ฉันมักจะห่างกับเขาอย่างต่ำๆ 3 ขั้นขึ้นไป ฉันเคยทำสถิติห่างสูงสุดที่ 16 ขั้นมาแล้วด้วย นอกจากนี้เวลาที่ฉันเห็นคนเดินเมาท์โทรศัพท์มาแล้วก้าวทีเดียวขึ้นไปโดยไม่จับราวอะไรเลยนี่บอกตรงๆว่าโคตรทึ่ง เขาทำได้ยังไงนะ ฉันเองนี่ตัวเปล่าๆยังลำบากลำบนเลย วันไหนที่สัมภาระเยอะๆไม่ต้องพูดถึง ฉันเลือกที่จะเดินทางด้วยวิธีอื่นแทน
จนเมื่อวานนี้ก็เป็นอีกครั้งหนึ่งที่ฉันได้ใช้บริการรถไฟฟ้าใต้ดินตามปกติ ฉันรอให้ทุกคนขึ้นไปหมดจนเหลือแค่ลุงฝรั่งแบ็คแพ็คเกอร์ที่สวมหน้ากากอนามัยคนนึง คุณลุงผายมือให้ฉันขึ้นไปก่อน ฉันเองก็ผายมือให้ลุงเขาเช่นกัน เราผายมือใส่กันอยู่ 2 รอบเห็นจะได้ และฉันก็แพ้ใจคุณลุง ฉันยอมที่จะขึ้นไปก่อนโดยที่คิดว่าจะต้องขึ้นให้ทุลักทุเลน้อยที่สุด และมันก็สำเร็จ ฉันลังเลในก้าวแรกแค่เล็กน้อย จากนั้นคุณลุงถึงขึ้นบันไดตามมา คุณลุงเห็นท่าทางอันทุลักทุเลของฉันแน่นอนเลยเอ่ยปากถามว่าฉันกลัวบันไดเลื่อนเหรอ ฉันหันไปตอบแบบอายๆว่าค่ะ ไม่ค่อยชอบเลย คุณลุงเลยซักต่อว่าฉันใช้รถไฟใต้ดินบ่อยมั้ย ฉันยอมรับแบบอายๆอีกว่าบ่อยพอสมควรเลยละ แต่ก็ไม่หายกลัวเสียที คุณลุงก็ยิ้มๆและบอกว่าไม่ต้องกลัวนะ ถ้าเกิดตกขึ้นมาเดี๋ยวลุงช่วยจับไว้เอง ไม่เป็นไร แล้วเราก็ยิ้มให้กัน พอเดินผ่านจากช่องสแกนตั๋วแล้วเราก็แยกย้ายกันไปคนละทาง
ฉันประทับใจในตัวคุณลุงมาก แม้จะเป็นแค่คนที่พบกันเพื่อเพียงผ่าน แต่ฉันสัมผัสได้ถึงน้ำใสใจจริงที่สะท้อนมาในคำพูดของคุณลุงอย่างชัดเจนทุกคำ ในสังคมคนเมืองที่ทุกคนต่างเร่งรีบเพื่อทำธุรกิจการงานของตนเองจนไม่มีเวลาจะมาใส่ใจหรือให้ความเห็นอกเห็นใจอะไรกับข้อจำกัดบางอย่างของเพื่อนร่วมสังคม แต่คนที่คิดและแคร์ในสิ่งเหล่านี้ก็ยังมีให้เห็นอยู่ นี่เป็นสิ่งที่น่ายินดีมิใช่หรือ
ถึงแม้การเดินทางในเมืองใหญ่จะเป็นสิ่งที่เราทุกคนคุ้นเคยกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน แต่ความประทับใจดีๆก็สามารถเกิดขึ้นได้อย่างที่มันเกิดกับฉันในวันนั้น และมันก็ทำให้การเดินทางของฉันกลายเป็นการเดินทางที่แสนพิเศษขึ้นมาอย่างง่ายดาย




0 comments:
Post a Comment