6.11.13

ด น ต รี นั้ น คื อ ชี วิ ต


... ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป ...


สำหรับคนที่เกิดมาในยุค 80-90 แบบฉันคงจะรู้จักและคุ้นเคยกับเนื้อเพลงท่อนนี้กันดี มันเป็นเพลงประกอบละครเรื่องหางเครื่องที่ในยุคนั้นเป็นเวอร์ชั่นชนานา นุตาคมแสดงเป็นนางเอก ตอนเด็กๆฉันดูละครตามยาย ได้ยินได้ฟังเพลงจนคุ้นหูและคุ้นปากร้องตามได้ แต่ก็ไม่เคยคิดอะไร จวบจนโตขึ้นมาฉันถึงตระหนักได้

ตั้งแต่เล็กมาแล้วฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าฉันร้องเพลงได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาล คำว่าร้องเพลงได้ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การร้องฮัมเพลงตามเพลงการ์ตูนที่ได้ยินในทีวีหรือเพลงที่พ่อแม่มักจะชอบร้องเล่นให้ลูกฟังแบบนั้นนะ ฉันหมายถึงเพลงที่นักร้องเขาออกเทปออกแผ่นได้รับการโปรโมทกันในวงกว้างทั่วไปนี่ละ ฉันจำได้ว่าวันนั้นพ่อกับแม่พาฉันนั่งแท็กซี่เพื่อจะไปเที่ยวสวนสัตว์เขาดิน พี่คนขับแกเปิดวิทยุฟังเพลง เป็นเพลงอะไรสักเพลงของพี่กี้ อริสมันต์ ฉันก็จำไม่ได้แล้วว่าคือเพลงอะไร ที่จำได้แน่ๆคือฉันนั่งฟังไปร้องตามไปอย่างอารมณ์ดี ในตอนนั้นฉันเองก็ออกจะทึ่งปนงงในตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงร้องตามได้ เพราะไม่เคยฟังเพลงนั้นมาก่อนเลย

จนฉันเข้าเรียนอนุบาล ทุกๆวันหลังจากที่รถโรงเรียนมาส่งถึงบ้านแล้ว ฉันจะต้องรีบกินของว่างและเคลียร์การบ้านให้เสร็จโดยไว เพื่อที่จะไปอยู่หน้าทีวีให้ทันเวลา 5 โมงเย็น เปล่าเลย ฉันไม่ได้ดูรายการเด็กน่ารักๆของช่อง 11 หรอก แต่ฉันติดตามดูรายการเพลงของนิธิทัศน์โปรโมชั่นต่างหาก ในสมัยนั้นฉันมีไอดอลเป็นพี่แจ้ พี่ติ๊ก วงพลอย วงฟอร์เอเวอร์ ที่บ้านถึงกับซื้อเทปเพลงให้ฉันเลยนะ สมัยนั้นตลับสีส้มสด ไม่ก็น้ำเงินสด เท่าที่เคยคุยรำลึกความหลังกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน เพื่อนๆต่างลงความเห็นว่าฉันเป็นคนที่มีเทปเพลงในครอบครองเร็วมากที่สุดที่มันเคยรู้จักมา นึกแล้วก็ขำดีเหมือนกัน ตอนนั้นฉันปลื้มพี่ติ๊กสุดๆไปเลย พอๆกับที่เด็กติ่งเกาหลีสมัยนี้ปลื้มโอปปาของพวกหล่อนๆยังไงยังงั้นเชียว คนอะไรก็ไม่รู้ เสียงดี๊ดี เต้นก็เก่ง ตีกลองก็ได้ แต่งเพลงได้อีก โอ้วว นี่มันชายในอุดมคติชัดๆ พี่ติ๊กคงจะเป็นตัวอย่างนึงที่แสดงให้เห็นว่าฉันตัดสินคนที่ผลงานจริงๆหาใช่ที่เบ้าหน้าและสารร่าง

พอย้ายเข้าประถม ฉันก็หันมาติดตามเพลงค่ายแกรมมี่ยุคเฟื่องฟู พี่เบิร์ด นูโว ไมโคร บิลลี่ เจ ติ๊นา ใหม่ มาช่า มาลีวัลย์ ปั่น ตั้ม และอีกบลาๆเยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว และฉันก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าฉันก็ติดตามฟังเพลงจากค่ายย่านลาดพร้าวด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องมีอะไรน่ารังเกียจรังงอนเลยนี่นา ไฮร็อก หินเหล็กไฟ พี่เจี๊ยบ พี่เสือ พี่กี้ ทัช แหม่ม เต๋า นุ๊๊ก แซงค์ บอยสเก๊าท์ แรพเตอร์ เจมส์ โดม และอีกนับไม่ถ้วน และในช่วงประถมนี้วงที่ฉันโปรดมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นยูเอชที หกหนุ่มหน้าใสในเสื้อมีฮู้ดทำเอาสาวๆบ้าคลั่งไปทั้งเมือง รวมทั้งเด็กป.4 ที่นมยังไม่ขึ้นอย่างฉันก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย วงนี้เป็นเครื่องยืนยันดีกรีความแรดของตัวเองที่มันพุ่งพล่านมาตั้งแต่วัยเอ๊าะ ฉันหาซื้อนิตยสารหลายเล่มที่ทั้งหกหนุ่มได้ลงปกหรือมีสัมภาษณ์ อย่างคนสิ้นท่า ฉันคงจะต้องขอยอมรับว่าสมาชิกในวงที่ฉันกรี๊ดอย่างเป็นบ้าเป็นหลังก็คือเอกกี้ ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก คลั่งไคล้ถึงขนาดเคยแต่งฟิคลงในสมุดลายเซเลอร์มูนที่ซื้อจากร้านกิฟท์ช็อปสไตล์ญี่ปุ่นที่ซีคอนสแควร์เลยนะ นอกจากนี้แล้วยังมีวงอินดี้อีกมากมายนับไม่ถ้วนในยุคอินดี้ครองเมือง

หลังจากขึ้นชั้นมัธยม เป็นช่วงเวลาที่บ้านฉันติดเคเบิลทีวีพอดี ทำให้ฉันได้รู้จักกับเพลงฝรั่งมากมายทั้งจากฝั่งยุโรปและอเมริกา มีวงโปรดมากมาย เยอะมากจนขี้เกียจจะพิมพ์ เอาเป็นว่าอะไรที่เด็กยุค 90 เขาฟังกันก็ผ่านหูฉันมาทั้งหมดนั่นแหละ แต่วงที่ฉันรักที่สุดก็ต้อง Boyzone เลย ฉันบ้าคลั่งวงนี้เอามากถึงขนาดเก็บเงินซื้อ Boyzone Magazine ที่อิมพอร์ทมาจากอังกฤษเลยนะ ออกทุกเดือนก็ซื้อทุกเดือน หรือ TV Hits Magazine ก็ต้องซื้อด้วย ซึ่งการฟังเพลงฝรั่งและอ่านแมกกาซีนพวกนี้มันส่งผลดีต่อภาษาอังกฤษของฉันมาก นอกจากนี้ฉันก็ยังอ่านนิตยสารเพลงสากลของไทยอย่างปอปด้วย แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่ฟังเพลงไทยเลยนะ ฉันฟังบ้างแต่ก็น้อยลงมากเลย ฉันตามถึงแค่ช่วงนิโคล ไบรโอนี่ แมทธิว ปีเตอร์ Teen 8 Greade A นาวิน ต้าร์ หรืออะไรที่ออกมาช่วงใกล้ๆนั้น

ขึ้นม.ปลายก็ยิ่งแล้วใหญ่ ฉันเลิกฟังเพลงไทยอย่างเต็มตัว ทุ่มความสนใจให้กับเพลงสากลอย่างเต็มที่ มีเพลงญี่ปุ่นผสมมาบ้างประปรายทั้งเจร็อกและเจป็อบ อันนี้อาศัยฟังตามเพื่อนสนิทมากกว่า ไม่ได้ชอบจริงจังรักลงตับอะไรเท่าไหร่ เอาละ ขอลัดมาเข้าช่วงมหาลัยเลยก็แล้วกัน เป็นช่วงที่ฉันกลับมาฟังเพลงไทยอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนใหม่ๆเขาฟังเพลงไทยกันส่วนมากก็เป็นได้ เลยต้องพลอยฟังไปกับเขา หาไม่แล้วคุณจะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง!!! (เอิ่ม โทษที วิญญาณอาต๋อยเข้าสิงชั่วคราวจ้ะ) ซึ่งมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอยู่เหมือนกัน และก็ส่งผลให้ฉันตามเพลงสากลน้อยลงไปด้วย สาเหตุน่าจะมาจากฉันถึงจุดอิ่มตัวกับมันแล้วก็ได้ เพราะเทียบกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันแล้วฉันเริ่มฟังเพลงฝรั่งก่อนพวกมันถึง 2 ปี เลยถึงจุดอิ่มตัวไวกว่า

ในปีสุดท้ายของการเรียนมหาลัย ฉันได้พบกับดนตรีแขนงใหม่ที่ทำให้ฉันตื่นตะลึงสะพรึงเพริด มันคือสิ่งไม่เล็กที่เรียกว่าแจ๊ส และมันก็เปลี่ยนชีวิตการฟังเพลงของฉันไปเลย แจ๊สเป็นจุดเริ่มต้นให้ฉันแตกแขนงการฟังเพลงของฉันไปลองอะไรใหม่ๆ จากแจ๊สก็ไปต่อที่บอซซา แล้วไปต่อที่เรกเก้กับสกา ลามไปเวิล์ดตามด้วยชิลเอาท์ และไปต่อที่อิเล็คทรอนิคส์ วกกลับไปที่อาร์แอนด์บีและก็เลยเพิ่งจะสำเหนียกว่าในบรรดาเพลงร้องแล้วฉันรักมันที่สุด จากอาร์แอนด์บีลากไปโซลต่อ เชื่อมโยงไปยังกอสเปล ไปหาอินดี้ ไปหาบริทร็อก ไปหาสวีดิชป็อบ ท้ายที่สุดฟังเพลงไทยและฝรั่งมันคงไม่หนำใจพอ เลยหันมาตามฟังเพลงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ นี่คือไทม์ไลน์จากสมัยปี 4 จนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ฉันเขียนบล็อกเพลงหนึ่งอัน เป็นแหล่งรวมเพลงที่ฉันคิดว่าน่าสนใจ คนไทยรู้จักน้อย เป็นงานเพลงที่ฉันได้ทดลองฟังมากับหูตัวเองแล้วทั้งสิ้น เป็นเพลงที่ฉันคัดมาแล้วด้วยประสบการณ์การฟังเพลงของฉันตั้งแต่ยังไม่ 3 ขวบจนใกล้จะ 30 อยู่รอมร่อ ฉันเชื่อมั่นว่าหลายๆคนถ้าได้ลองฟังเพลงที่ฉันแนะนำแล้วจะต้องรักมันแบบที่ฉันรัก จากการเขียนบล็อกนี้เองทำให้ฉันมีกิจวัตรอย่างนึงที่เกี่ยวเนื่องก็คือ เข้าๆออกๆยูทิวป์และเฟซบุคเพื่อหาเพลงเจ๋งๆมาฟังและเพื่อกดไลค์แฟนเพจศิลปิน ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ กดฟังเพลงนั้นซิ อ้าว เจออีกเพลงแนะนำน่าสนใจ ลองฟังด้วย กดเข้าไปอีกก็เจออีก เลยกดฟังมันอยู่อย่างงั้นเพลินนานนับชั่วโมง กับเฟซบุคก็เหมือนกัน กดไลค์เพจนึงไปแล้ว มีขึ้นมาแนะนำอีก ก็ลองกดเข้าไปดูและไปหาเพลงลองฟังในยูทิวป์ เพลงมันโดน มือเลยใจง่ายกดไลค์อีก ทุกๆอย่างก็วนไปวนมาเป็นวงจรมหัศจรรย์อยู่แบบนี้ และมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน นี่ยังไม่รวมเวบอื่นๆที่เป็นแหล่งหาเพลงดีๆนะ ยังมีอีกเป็นสิบๆเวบที่เข้าประจำ คิดดูเอาก็แล้วกันว่าฉันหมดเวลาไปกับการฟังเพลงมากแค่ไหน

มีคนเคยถามว่าตัวฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้คืออะไร? ฉันมักจะตอบคำถามนี้อย่างแทบไม่ต้องคิดเลยว่า ดนตรีกับศิลปะน่ะสิ เป็นคำตอบที่ฉันภูมิใจมากซะด้วย หลายๆคนอาจจะมองว่าอีนี่ท่าจะบ้า เป็นนักเรียนดนตรีหรือศิลปะอะไรหรือก็เปล่า หรือว่าจะมีพ่อหรือผัวที่ทำอาชีพดังกล่าว ทำไมตอบอะไรดูเพ้อฝัน โลกสวย เวิ่นเว้อ ละเมออะไรแบบนี้ แต่เชื่อฉันเหอะ ถ้าโลกนี้ไม่มีดนตรีและศิลปะละก็ ไอ่โลกที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ว่ามันเหี้ยขนาดไหน มันจะยิ่งเหี้ยไปกว่านี้ได้อีกร้อยเท่าพันทวีเลย และอีกคำถามนึงที่คนชอบถามกันว่าผู้หญิงอย่างฉันชอบผู้ชายแบบไหน? หลังจากที่ฉันสาธยายคำตอบในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลิกหน้าตาและสารร่างแล้ว ฉันมักจะย้ำเสมอว่าชายคนนั้นจะต้องเป็นคนที่รักในดนตรีและศิลปะแบบที่ฉันรัก เพราะฉันไม่สามารถทนใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ไม่อภิเชษฐ์ในสิ่งเหล่านี้เหมือนกับฉันได้ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม พ่อ พี่ เพื่อน หรือ ผัว ถ้าเขาทนกับอาการหลงใหลคลั่งไคล้ในดนตรีและศิลปะของฉันไม่ได้แล้วละก็ ... ป่วยการ

เพราะดนตรีนั้นคือชีวิตของฉัน

0 comments:

Post a Comment