14.10.13

D i s c r i m i n a t i o n ( 2 )

เรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อช่วงหัวค่ำของเมื่อวานนี้เอง ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะต้องรีบเอามาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ประเด็นมันเริ่มมาจากรายการ The Voice Thailand ที่โค้ชเจ๊คิ้มได้พูดแซวผู้เข้าแข่งขันคนนึงว่าเหมือนพนักงานส่งเอกสารหรือที่เรานิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่าแมสเซนเจอร์นี่ละ หลังจากที่คนได้ยินได้ฟังกันก็มีกระแสดราม่าเกิดขึ้นประปรายทั้งในหน้าเวบบอร์ดและในคลิปยูทิวป์ชาแนลของรายการโดยตรง คนส่วนมากคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเจ๊คิ้มพูดจาหรือเล่นมุกที่เป็นการดูถูกผู้เข้าแข่งขันคนนั้นเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ฉันเป็นคนนึงที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการเหยียดผู้อื่นมากกลับเห็นต่างออกไป

ฉันไม่เข้าใจว่าการที่เราบอกว่าใครสักคนดูเหมือนบุคคลที่ประกอบอาชีพใดอาชีพนึงที่เป็นอาชีพสุจริต ไม่ใช่อาชีพที่เป็นด้านมืดของสังคมมันเป็นการดูถูกกันตรงไหน ไม่ว่าจะบอกว่าเขาเหมือนแมสเซนเจอร์ เหมือนทนายความ เหมือนครู เหมือนแดนเซอร์ เหมือนคนขายลอตเตอรี่ เหมือนคนขายกล้วยปิ้ง เหมือนพนักงานธนาคาร สำหรับฉันแล้วมันไม่ต่างกันเลยเพราะในโลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า stereotype อยู่แล้ว

stereotype คืออะไร ความหมายคร่าวๆของมันคือภาพพจน์ของสิ่งของหรือคนที่ถูกสะท้อนผ่านสายตาของสังคม จากความหมายนี้จะเห็นว่ามันเป็นอะไรที่กลางๆ ยังไม่บวกหรือลบอะไรเลยด้วยซ้ำ และการที่คนเรามี stereotype ให้กับบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้แปลว่ามันเป็นแง่มุมลบๆเสมอไป อย่างเช่น ตอนพักเที่ยงขณะที่คุณยืนอยู่หัวมุมถนนสีลม คุณมองเห็นชายหญิงกลุ่มนึง หน้าตาผิวพรรณดูดี ใส่เสื้อกาวน์สีขาวแขนสั้น กำลังเดินเข้าร้านอาหารร้านนึงตรงซอยศาลาแดง คุณก็คงจะคิดว่าเขาเป็นหมอจากรพ.จุฬาฯที่อยู่ใกล้ๆนั้น คงไม่มีใครไพล่ไปคิดว่าเป็นครูจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ที่อยู่ใกล้ๆหรอก เพราะเครื่องแบบมันไม่ใช่ หรือว่าคุณไปทำบุญที่วัดช่วงบ่ายๆ คุณมองเข้าไปในศาลาสวดศพหลังนึง เจอผู้ชายวัยกลางคน ผมขาวครึ่งหัว ใส่เสื้อยืดกับกางเกงผ้า ลากรองเท้าแตะ มีรอยสักยันต์ที่คอด้วย กำลังผลุบๆโผล่ๆจัดนั่นโน่นนี่อยู่ข้างโลงศพ คุณก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นเภสัชกรหรอกใช่มั้ย อิตาลุงนี่คงเป็นสัปเหร่อไม่ก็มัคนายกแน่นอน จากตัวอย่างทั้งสองที่ฉันยกมานี้ ฉันคิดว่ามันก็เป็นมุมมองกลางๆที่มนุษย์เรามีกันได้ทั้งนั้น มันยังไม่ใช่การตัดสินที่ก้าวล้ำไปชี้ว่าคนไหนดีคนไหนเลว ไปฟันธงว่าคนไหนผิดคนไหนถูก หรือตัดสินว่าคนไหนดูมีค่าคนไหนดูด้อยค่า

ย้อนกลับไปในซีซั่นที่แล้ว มีผู้เข้าแข่งขันคนนึงเกล้ามวยผมสูงกลางศีรษะ เจ๊คิ้มแกก็แซวว่าเขารับตั้งศาละพระภูมิหรือเปล่า เหตุเพราะว่าผู้เข้าแข่งขันคนนั้นทำผมแบบที่เป็น stereotype ของพราหมณ์ ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีคนดูหน้าไหนออกมาว่าอะไรเจ๊แกเลย มิหนำซ้ำยังหัวเราะริกรี้กันดีจะตายไป ที่ไม่มีใครคิดอะไรเพราะมองกันว่าพราหมณ์เป็นกลุ่มคนชั้นสูงหรือเปล่า แต่กับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเพียงแค่เปลี่ยนจากพราหมณ์เป็นแมสเซนเจอร์ แบบนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนดูถูกคนอื่น การที่บอกว่าใครสักคนเหมือนแมสเซนเจอร์มันมีอะไรที่ดูแย่กว่าการที่บอกว่าใครสักคนเหมือนพราหมณ์ตรงไหน ฉันยังเชื่อมโยงความคิดไม่ได้เลย 

สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกอยู่ก็คือบางทีคนเราไม่ค่อยรู้หรอกว่าตัวเราเองนั้นมีความคิดในเชิงดูถูกคนอื่นอยู่ในตัวกันเกือบตลอดเวลา ดราม่าอันนี้เป็นตัวอย่างได้ดีมากเลยทีเดียว ถ้าคุณมองว่าคำว่าแมสเซนเจอร์ถือเป็นการดูถูก ก็แปลว่าแมสเซนเจอร์เป็นอาชีพที่ด้อยค่าสำหรับคุณ ฉันเองก็ได้ไปแสดงความคิดเห็นไว้เหมือนกัน แต่กลับโดนย้อนเข้าให้ว่าถ้าลูกฉันมีอาชีพเป็นแมสเซนเจอร์ฉันจะยังดีใจอยู่หรือ ได้อ่านแบบนั้นแล้วยิ่งขำ คนโพสแสดงด้านมืดของตัวเองออกมาเต็มเปาเลย ดูถูกเต็มๆว่าอาชีพแมสเซนเจอร์เป็นงานที่ต่ำต้อย เป็นงานชนิดที่ไม่มีพ่อแม่หน้าไหนอยากให้ลูกตัวเองต้องไปทำ ฉันก็เลยตอบไปแบบเรียบๆว่า ฉันคงจะไม่ว่าอะไรหรอกเพราะงานส่งเอกสารนั้นก็เป็นงานที่สุจริตดี ถ้าฉันมีลูกทำงานสุจริต เป็นงานที่เขารัก ฉันก็ภูมิใจแล้ว อย่างน้อยมีลูกเป็นแมสเซนเจอร์ก็ดีกว่ามีลูกที่เป็นพวกชอบดูถูกคนชอบดูถูกหน้าที่การงานคนอื่นเป็นไหนๆ

0 comments:

Post a Comment