เหตุการณ์ที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นสมัยที่ฉันไปเรียนที่ออสเตรเลีย ในช่วงแรกฉันเลือกพักอยู่กับครอบครัวชาวออสเตรเลีย เป็นเวลา 5 สัปดาห์ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องที่อย่างจริงจัง เพื่อให้หูเราคุ้นชินกับสำเนียงภาษาแบบออสซี่ และเพื่อให้ได้ซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้ๆแบบเข้าถึงจริงๆ จากนั้นถึงค่อยขยับขยายออกไปหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าอยู่เองเพื่อให้ใกล้กับมหาลัยมากขึ้น
ฉันเดินทางไปถึงที่นั่นก่อนจะเริ่มเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ด้วยความจงใจ เป็นเพราะฉันไม่อยากให้อะไรๆมันฉุกละหุกจนสร้างความยุ่งยากและแพนิคให้ฉันได้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ฉันเลยมีโอกาสได้ใช้เวลาในวันว่างตรงนั้นร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์อย่างเต็มที่ โฮสท์คนพ่อทำงานฝ่ายช่างอยู่ที่ฮอลล์อะไรสักอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกับไบเทคบางนาของบ้านเรา ส่วนโฮสท์คนแม่เป็นหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ ที่จะเป็นคนฟอร์มทีมและควบคุมเหล่าสาวๆวัยรุ่นให้ไปซ้อม เก็บตัว และเข้าแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์แบบปอมปอมเกิร์ล นับจากจุดนี้ไปฉันจะขอเรียกพวกเขาทั้งสองว่าแด๊ดและมัม เพื่อความเข้าใจที่ง่ายและตรงกันระหว่างเรา
ช่วงนั้นมัมต้องการจะหาที่เก็บตัวฝึกซ้อมสำหรับลูกทีมสาวๆของนาง มัมตั้งใจว่าจะหาเช่าพวกโรงยิมในอีกเมือง นางเริ่มจากการเปิดหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลือง และโทรไปนัดแนะวันเวลาที่จะเยี่ยมชมสถานที่จริง เมื่อนัดแนะได้แล้วมัมจะสั่งแด๊ดให้ขับรถพาไป รวมทั้งพาฉันออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน เราออกเดินทางตั้งแต่ช่วงสาย ด้วยความที่เมืองมันไกลออกไป เราก็เลยใช้เวลาขับรถกันนานนับชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองที่หมาย มีแวะพักตามจุดท่องเที่ยวเด่นๆบ้างพอเป็นกษัยเพื่อให้ฉันผู้มาใหม่ได้แวะชมสิ่งที่น่าสนใจในบ้านนี้เมืองนี้
ฉันไม่แน่ใจนักว่ามัมติดต่อกับสถานที่ไว้ทั้งหมดกี่แห่งด้วยกัน แต่คิดว่าน่าจะเกิน 5 แห่ง หลังจากที่เราดูโรงยิมไป 2 แห่งแล้วนั้น แด๊ดก็ขับรถวนไปวนมา ด้วยความที่ฉันมาถึงใหม่ๆเลยไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการจราจรของประเทศนี้เท่าไหร่นัก ฉันนั่งที่เบาะหลังก็ได้แต่หันรีหันขวางชมวิวรอบตัวไปเรื่อย จนกระทั่งเริ่มสำเหนียกได้ว่าเราผ่านจุดนี้กันมาเข้ารอบที่ 3 แล้วนี่นา พูดง่ายๆก็คือเรากำลังขับรถวนแบบคนหลงทางนั่นแหละ แด๊ดหาไม่เจอว่าโรงยิมถัดไปอยู่ตรงไหนกันแน่ ตอนนี้แด๊ดกับมัมเริ่มทะเลาะกันแล้ว ฉันเองที่นั่งอยู่ด้านหลังก็วางตัวไม่ถูก ด้วยความที่เป็นแค่คนมาอาศัยเขาอยู่ ลูกเต้ารึก็ไม่ใช่ ทางฝั่งเขาเองก็คงรู้ดีว่าฉันฟังที่เขาทะเลาะกันออกทั้งหมด รู้เรื่องทุกคำ เพราะเพียงแค่ระยะเวลา 2-3 วันที่อยู่กันมาฉันพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าฉันไม่ใช่คนที่มีอุปสรรคเรื่องภาษาอะไร สรุปคือฉันได้แต่นั่งทำหน้าปุเลี่ยนๆอยู่ที่เบาะหลัง พร้อมกับต้องเสมองออกไปที่วิวด้านนอก มันก็คงจะเป็นอากัปกิริยาที่น่าจะเป็นที่สะดวกใจที่สุดสำหรับฉันและสองผัวเมียที่ทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงที่เบาะคู่หน้าแล้ว
ระหว่างที่ต้องพยายามรักษากิริยาตัวเองในบรรยากาศมาคุเช่นนั้น ฉันก็มีความคิดนึงเกิดขึ้นมาในหัว เป็นคนไทยบ้านเรา ถ้าหลงทางขนาดนี้ก็คงจอดรถแวะถามใครสักคนที่ข้างทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไอ่หนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซผ่านไปมา หรือจะเป็นคุณพี่ผู้ชายช่างซ่อมรถที่อู่ หรือจะเป็นคุณป้าที่เพิงตามสั่งตรงนั้น คนไทยแบบฉันหรือเราๆก็คงจะเปิดไฟกระพริบติ๊กๆ พร้อมกับวิ่งด๊อกแด๊กลงจากรถไปเพื่อถามทางจากคนพวกนั้นแล้ว แต่สิ่งที่แด๊ดและมัมทำกลับเป็นการเถียงกันเองพร้อมกับเปิดหาเส้นทางที่ถูกต้องในแผนที่ทางหลวงเล่มที่พกมาด้วย แล้วเมื่อไหร่จะเจอซะทีวะ มัวแต่หาเองโดยที่ไม่รู้ทางแล้วมันจะเจอมั้ย หยิ่งอะไรกันนักหนามิทราบ ถ้าจอดแล้วถามทางคนเขาป่านนี้ก็ไปถึงที่นานแล้ว นี่ยังมีอีกตั้งกี่ที่ที่จะต้องแวะไป แล้วจะถึงเอากี่โมง ไหนยังจะต้องมาทะเลาะกันเองให้ขายหน้าคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉันอีก อะไรกันเนี่ยคนพวกนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันคิด
หลังจากที่ฉันย้ายออกมาจากครอบครัวเขาแล้ว ฉันก็ลืมนึกถึงเหตุการณ์นี้ไปนานพอดู แต่อยู่มาวันนึงไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ฉันนึกถึงมันเข้าจนได้ แต่คราวนี้ฉันกลับได้ความคิดอย่างใหม่ขึ้นมา ฉันรู้สึกว่าการที่แด๊ดและมัมไม่ยอมจอดรถแล้วถามทางจากใครง่ายๆมันเป็นสัญชาตญาณการพึ่งตัวเองอย่างนึงของฝรั่งหรือเปล่า ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่คนบ้านเราไม่ค่อยจะมีกันเท่าไหร่เลย เวลาที่คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ ก็วิ่งโร่หาคนมาช่วยตลอด ไม่ค่อยพยายามทำเองให้ถึงที่สุดก่อน พยายามให้เห็นกับตาซะก่อนว่ามันจนปัญญาจนด้วยเกล้าแล้วจริงๆถึงค่อยอ้าปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คุณลักษณะนิสัยนี้เองละมั้งที่ทำให้ฝรั่งเขาพัฒนาก้าวไกลไปจากบ้านเราหลายต่อหลายเท่านัก
เหตุการณ์วันนั้นมันย้ำเตือนฉันตลอดมา ในทุกๆครั้งที่ฉันลงมือทำอะไรเองแล้วประสบกับอาการติดขัดขลุกขลัก ฉันจะพยายามหาทางออกด้วยตัวเองจนสุดพลังซะก่อน ถ้ามันถึงที่สุดแล้วจริงๆ ฉันพบว่าตัวเองไปต่อด้วยตัวเองไม่ไหวจึงค่อยเริ่มเอื้อนเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ฉันหวังว่าคนไทยเราจะนำเอาลักษณะนิสัยที่ดีในส่วนนี้ของฝรั่งมาปรับใช้กันให้มากขึ้น เผื่อชีวิตของเราและบ้านเมืองมันจะเจริญขึ้นกว่านี้
1.12.13
Subscribe to:
Post Comments (Atom)




4 comments:
ใช่เลยค่ะ เราเองก็ต้องทำอะไรให้ถึงที่สุดก่อนค่อยขอความช่วยเหลือเหมือนกัน บางคนลองทำแล้วถึงยังไมสุดมาขอความช่วยเหลือเราก็จะช่วยนะคะ ดูเป็นบางกรณี แต่ประเภทยังไม่ได้ลอง ไม่ได้ลงมือทำแล้วมาขอความช่วยเหลือ อันนี้เหมือนผลักภาระ เราตอกกลับหน้าหงายแน่ค่ะแบบนี้
ในพันทิปเราเจอบ่อยนะ หลังไมค์มาให้ช่วยทำนั่นทำนี่เอาดื้อๆเลย รู้จักกันรึก็เปล่า เลยกวนตีลกลับไปขำๆ หายกันเรียบ อิอิ
ไม่ไหวนะคะ ใครจะมาทำให้ตลอด ถ้าไม่เรียนรู้ที่จะอยู่ได้ด้วยตัวเอง จะเอาตัวรอดได้ยังไง หรือเราเป็นพวกไม่แคร์สื่อกันอยู่แล้วเลยคิดว่าคงไม่ต้องพึ่งใครค่ะ 5555
ไม่เคยแคร์สื่ออยู่แล้ว เพราะสื่อมันไม่เคยแคร์เรา ฮ่าๆๆ
Post a Comment