14.10.13

D i s c r i m i n a t i o n ( 2 )

0 comments
เรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อช่วงหัวค่ำของเมื่อวานนี้เอง ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะต้องรีบเอามาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ประเด็นมันเริ่มมาจากรายการ The Voice Thailand ที่โค้ชเจ๊คิ้มได้พูดแซวผู้เข้าแข่งขันคนนึงว่าเหมือนพนักงานส่งเอกสารหรือที่เรานิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่าแมสเซนเจอร์นี่ละ หลังจากที่คนได้ยินได้ฟังกันก็มีกระแสดราม่าเกิดขึ้นประปรายทั้งในหน้าเวบบอร์ดและในคลิปยูทิวป์ชาแนลของรายการโดยตรง คนส่วนมากคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเจ๊คิ้มพูดจาหรือเล่นมุกที่เป็นการดูถูกผู้เข้าแข่งขันคนนั้นเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ฉันเป็นคนนึงที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการเหยียดผู้อื่นมากกลับเห็นต่างออกไป

ฉันไม่เข้าใจว่าการที่เราบอกว่าใครสักคนดูเหมือนบุคคลที่ประกอบอาชีพใดอาชีพนึงที่เป็นอาชีพสุจริต ไม่ใช่อาชีพที่เป็นด้านมืดของสังคมมันเป็นการดูถูกกันตรงไหน ไม่ว่าจะบอกว่าเขาเหมือนแมสเซนเจอร์ เหมือนทนายความ เหมือนครู เหมือนแดนเซอร์ เหมือนคนขายลอตเตอรี่ เหมือนคนขายกล้วยปิ้ง เหมือนพนักงานธนาคาร สำหรับฉันแล้วมันไม่ต่างกันเลยเพราะในโลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า stereotype อยู่แล้ว

stereotype คืออะไร ความหมายคร่าวๆของมันคือภาพพจน์ของสิ่งของหรือคนที่ถูกสะท้อนผ่านสายตาของสังคม จากความหมายนี้จะเห็นว่ามันเป็นอะไรที่กลางๆ ยังไม่บวกหรือลบอะไรเลยด้วยซ้ำ และการที่คนเรามี stereotype ให้กับบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้แปลว่ามันเป็นแง่มุมลบๆเสมอไป อย่างเช่น ตอนพักเที่ยงขณะที่คุณยืนอยู่หัวมุมถนนสีลม คุณมองเห็นชายหญิงกลุ่มนึง หน้าตาผิวพรรณดูดี ใส่เสื้อกาวน์สีขาวแขนสั้น กำลังเดินเข้าร้านอาหารร้านนึงตรงซอยศาลาแดง คุณก็คงจะคิดว่าเขาเป็นหมอจากรพ.จุฬาฯที่อยู่ใกล้ๆนั้น คงไม่มีใครไพล่ไปคิดว่าเป็นครูจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ที่อยู่ใกล้ๆหรอก เพราะเครื่องแบบมันไม่ใช่ หรือว่าคุณไปทำบุญที่วัดช่วงบ่ายๆ คุณมองเข้าไปในศาลาสวดศพหลังนึง เจอผู้ชายวัยกลางคน ผมขาวครึ่งหัว ใส่เสื้อยืดกับกางเกงผ้า ลากรองเท้าแตะ มีรอยสักยันต์ที่คอด้วย กำลังผลุบๆโผล่ๆจัดนั่นโน่นนี่อยู่ข้างโลงศพ คุณก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นเภสัชกรหรอกใช่มั้ย อิตาลุงนี่คงเป็นสัปเหร่อไม่ก็มัคนายกแน่นอน จากตัวอย่างทั้งสองที่ฉันยกมานี้ ฉันคิดว่ามันก็เป็นมุมมองกลางๆที่มนุษย์เรามีกันได้ทั้งนั้น มันยังไม่ใช่การตัดสินที่ก้าวล้ำไปชี้ว่าคนไหนดีคนไหนเลว ไปฟันธงว่าคนไหนผิดคนไหนถูก หรือตัดสินว่าคนไหนดูมีค่าคนไหนดูด้อยค่า

ย้อนกลับไปในซีซั่นที่แล้ว มีผู้เข้าแข่งขันคนนึงเกล้ามวยผมสูงกลางศีรษะ เจ๊คิ้มแกก็แซวว่าเขารับตั้งศาละพระภูมิหรือเปล่า เหตุเพราะว่าผู้เข้าแข่งขันคนนั้นทำผมแบบที่เป็น stereotype ของพราหมณ์ ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีคนดูหน้าไหนออกมาว่าอะไรเจ๊แกเลย มิหนำซ้ำยังหัวเราะริกรี้กันดีจะตายไป ที่ไม่มีใครคิดอะไรเพราะมองกันว่าพราหมณ์เป็นกลุ่มคนชั้นสูงหรือเปล่า แต่กับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเพียงแค่เปลี่ยนจากพราหมณ์เป็นแมสเซนเจอร์ แบบนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนดูถูกคนอื่น การที่บอกว่าใครสักคนเหมือนแมสเซนเจอร์มันมีอะไรที่ดูแย่กว่าการที่บอกว่าใครสักคนเหมือนพราหมณ์ตรงไหน ฉันยังเชื่อมโยงความคิดไม่ได้เลย 

สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกอยู่ก็คือบางทีคนเราไม่ค่อยรู้หรอกว่าตัวเราเองนั้นมีความคิดในเชิงดูถูกคนอื่นอยู่ในตัวกันเกือบตลอดเวลา ดราม่าอันนี้เป็นตัวอย่างได้ดีมากเลยทีเดียว ถ้าคุณมองว่าคำว่าแมสเซนเจอร์ถือเป็นการดูถูก ก็แปลว่าแมสเซนเจอร์เป็นอาชีพที่ด้อยค่าสำหรับคุณ ฉันเองก็ได้ไปแสดงความคิดเห็นไว้เหมือนกัน แต่กลับโดนย้อนเข้าให้ว่าถ้าลูกฉันมีอาชีพเป็นแมสเซนเจอร์ฉันจะยังดีใจอยู่หรือ ได้อ่านแบบนั้นแล้วยิ่งขำ คนโพสแสดงด้านมืดของตัวเองออกมาเต็มเปาเลย ดูถูกเต็มๆว่าอาชีพแมสเซนเจอร์เป็นงานที่ต่ำต้อย เป็นงานชนิดที่ไม่มีพ่อแม่หน้าไหนอยากให้ลูกตัวเองต้องไปทำ ฉันก็เลยตอบไปแบบเรียบๆว่า ฉันคงจะไม่ว่าอะไรหรอกเพราะงานส่งเอกสารนั้นก็เป็นงานที่สุจริตดี ถ้าฉันมีลูกทำงานสุจริต เป็นงานที่เขารัก ฉันก็ภูมิใจแล้ว อย่างน้อยมีลูกเป็นแมสเซนเจอร์ก็ดีกว่ามีลูกที่เป็นพวกชอบดูถูกคนชอบดูถูกหน้าที่การงานคนอื่นเป็นไหนๆ

10.10.13

เ ห ง า ห รื อ อ ะ ไ ร

1 comments
เคยสงสัยกันมั้ยว่าตัวเองกำลังเหงาอยู่หรือเปล่า?

อาจจะเป็นคำถามที่ดูแปลกอยู่สักหน่อย คนเราอยู่ในอารมณ์ไหน รู้สึกอย่างไร มันต้องรู้ตัวเองสิ เรื่องของเรื่องคือฉันเป็นคนนึงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเป็นคนขี้เหงา และมักไม่ค่อยจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะหรืออารมณ์ที่เรียกว่าเหงาสักเท่าไหร่ เวลาที่มีเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับความเหงาออกมา คนเขาฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง พวกดีเจหรือสื่อมวลชนชอบพูดอะไรทำนองว่ากรุงเทพคือเมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า ฉันฟังแล้วอยากสำรอกออกมาด้วยความเลี่ยนหูทุกที มิหนำซ้ำฉันออกจะมีทัศนคติดูแคลนคนจำพวกที่ชอบบ่นว่าเหงาอยู่บ่อยๆด้วยนะ คือฉันรู้สึกว่าคนพวกนี้ค่อนข้างจะงี่เง่า เป็นพวกที่หาความสุขให้ตัวเองในเวลาที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วยถึงได้เที่ยวร้องแรกแหกกระเชอบอกใครต่อใครว่ากูเหงาโว้ย ช่วยมาสนใจกูทีเถิด สำหรับฉันแล้วใครที่ทำแบบนี้มันช่างดูน่าขันปนน่าสมเพชซะนี่กระไร แต่เชื่อมั้ยว่ามันมีอยู่ครั้งนึงในชีวิตที่ทำให้ฉันต้องถามตัวเองว่านี่กูเหงาอยู่เหรอวะเนี่ย

ในปี 2009 ฉันไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่บินกลับไทยเลยจนกว่าจะเรียนจบ ก็อยู่มาตั้ง 20 กว่าปีแล้วนี่นา เบื่อจะตายชัก จะกลับไปทำไมกะอีแค่เดือนเศษๆให้เปลืองค่าตั๋ว อุตส่าห์ได้บินมาอยู่เมืองฝรั่งมังค่าทั้งทีก็ขออยู่นานๆเพื่อเสพย์บรรยากาศบ้านเมืองเขาให้สมใจดีกว่า และนั่นแปลว่าฉันจะได้เคาท์ดาวน์ต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต จะว่าไปแล้วฉันเองไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับการเคาท์ดาวน์หรือร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สักเท่าไหร่ ปกติแล้วในช่วงปีใหม่ที่บ้านจะมีงานกินเลี้ยงรวมญาติเล็กๆที่จะรวมตัวญาติฝ่ายแม่เป็นส่วนมาก มาสาละวนปิ้งไส้กรอกหรือย่างกุ้งย่างปูกินกันที่บ้านของฉันย่านลาดพร้าว แต่ก็แค่นั้น พูดได้เต็มปากเลยว่าชีวิตนี้ยังไม่เคยไปร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ไหนมาก่อน เคยได้ดูเขาถ่ายทอดสดทางทีวีบ้าง 2-3 หน แต่ไม่เคยนึกติดใจหรือนึกอยากไปเห็นกับตาอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นงานเคาท์ดาวน์แบบไทยๆหรืองานใหญ่ๆอย่างที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์กอะไรนั่น มันไม่ใช่อะไรที่ฉันสนใจ ว่ายังงั้นเถอะ แต่ฉันก็โดนเพื่อนลากไปงานเคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2010 เข้าจนได้

วันนั้นเป็นวัน New Year's Eve ซึ่งที่ออสเตรเลียเป็นช่วงหน้าร้อน ฉันตื่นขึ้นมาช่วงสายๆเพราะอากาศที่แสนจะอบอ้าวลอดทะลุหน้าต่างเข้ามาปลุก ก็เหมือนอย่างเคยในช่วงหน้าร้อน มันเป็นช่วงปิดเทอม โรงเรียนและมหา'ลัยปิดกันหมด แม้แต่ห้องสมุดแอร์เย็นฉ่ำที่ฉันมักจะเข้าไปนั่งตากแอร์เล่นเนทเป็นประจำก็ปิด แต่จะให้หมกตัวเล่นเนทอยู่กับบ้านด้วยสัญญาณฟรีจากมหา'ลัยก็ไม่ไหว ร้อนเกินบรรยาย ฉันจึงต้องหอบเน็ทบุคและขวดน้ำไปหามุมสงบร่มรื่นเพื่อนั่งเล่นเนทในมหา'ลัยนั่นแหละ พอตกบ่ายฉันเริ่มหิวก็เดินกลับบ้านเพื่อเอาของมาเก็บและเตรียมเดินทางไปหาอะไรอร่อยๆกินในเมืองและเดินดูของสักเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนที่จะกลับเข้าบ้านมาอีกทีในช่วงแดดร่มลมตก เมื่อกลับเข้าบ้านมาแล้วก็นั่งจุ้มปุ๊กเล่นเนทเหมือนอย่างเคย แต่คราวนี้ย้ายโลเคชั่นมานั่งที่โต๊ะกินข้าวเพราะจะได้เตรียมอาหารไปด้วยได้ พออาหารเสร็จก็กินไปเล่นเนทไป สบายแฮ นั่นคือกิจวัตรประจำวันสิ้นปีแบบคร่าวๆของฉัน

วันสิ้นปีครั้งนั้นค่อนข้างจะเป็นวันที่พิเศษอยู่สักหน่อย เพราะเพื่อนๆในบ้านเช่าของมหา'ลัยที่ฉันเช่าอยู่เขาย้ายออกไปกันหมดแล้ว เพื่อนอาหรับ 2 คนกลับไปประเทศตัวเองและจะกลับมาใหม่ช่วงเปิดเทอม เพื่อนคนออสซี่เองก็ย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กับแฟน รวมทั้งคู่รักชาวจีนก็เช่นกัน จะเหลือก็แต่หนุ่มน้อยชาวมาเลย์ที่อยู่กับฉันจนวันสุดท้ายของปี แต่ก็เป็นวันสุดท้ายของเขาในบ้านหลังนั้นเช่นกัน เพราะเขาจะย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังอื่นกับเพื่อนๆชาติเดียวกัน สรุปว่ามีฉันคนเดียวที่ต่อสัญญาเช่ากับบ้านหลังเดิม และนั่นแปลว่าพอผ่านพ้นคืนนี้ไปฉันจะต้องอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เพียงตัวคนเดียวอย่างน้อย 3 วัน

ตอนนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มกว่าๆได้ ที่ Nik หนุ่มน้อยจากมาเลย์ถามฉันถึงโปรแกรมการเคาท์ดาวน์ที่เขาจะจัดขึ้นในตัวเมือง ฉันก็เลยลองถามเพื่อนคนออสซี่อีกคนที่ออนไลน์ใน msn มาให้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็นัดแนะกันว่าเราจะออกเดินเท้าจากบ้านเราเพื่อเอาสัมภาระของ Nik ไปเก็บที่บ้านหลังใหม่ และเป็นการไปสมทบกับเพื่อนๆชาวมาเลย์อีกจำนวนนึง ก่อนที่จะเคลื่อนพลไปต่อยังจุดเคาท์ดาวน์หลักประจำเมือง เราออกจากบ้านกันตอน 4 ทุ่มครึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ค่อยๆเดินกันไป 3 คน  Nik ฉัน และเพื่อนมาเลย์อีกคนชื่อว่า A.J. ระหว่างนั้น Nik บอกฉันว่าเดี๋ยวขากลับจะให้ A.J. เดินกลับมาเป็นเพื่อน เพราะบ้านของเขาอยู่เลยจากฉันไปไกลพอสมควร เป็นทางผ่านของเขาพอดี เมื่อถึงบ้านเช่าหลังใหม่ของ Nik แล้ว ฉันก็ทักทายกับเพื่อนๆคนอื่นๆ และพวกเราทั้งหมดก็เคลื่อนตัวไปยังสถานที่จัดงานด้วยกัน

งานเคาท์ดาวน์ถูกจัดขึ้นที่ริ่มท่าน้ำใหญ่ประจำเมือง มีการจุดพลุอย่างสวยงาม นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดูพลุสดๆกับตา ฉันพยายามจะโทรกลับไทยหาแฟน แต่ก็ไม่ได้เรื่อง ฉันเลยตัดสินใจที่จะสนุกสนานกับเพื่อนดีกว่า พลุปีใหม่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจมาก คิดไม่ผิดจริงๆที่ออกมาดูชม หลังจากพลุจบลง การเฉลิมฉลองก็มีขึ้นทุกที่ ทั้งวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่เฮฮากัน ผับบาร์ก็มีเสียงดนตรีอึกทึกคึกโครม มีกลุ่มคนดำตีกันในสวนแถวๆนั้นด้วย น่ากลัวพิลึก พวกเราเดินเล่นครื้นเครงอยู่แถวนั้นได้พักใหญ่จึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะกลับเสียที แล้วพวกเราก็เดินย้อนกลับมาในทางเดิม เพื่อส่ง Nik และเพื่อนคนอื่นๆที่บ้าน และตอนนี้ก็เหลือเพียงฉันกับ A.J. แค่สองคนแล้ว เราเดินไปคุยไปเพื่อทำลายความเงียบ จนถึงบ้านเขาก็ร่ำลากลับไป ฉันบอกเขาว่าเดินกลับดีๆนะ เพราะรู้ว่าทางกลับบ้านของเขาจะต้องเดินขึ้นเขาด้วยและมันก็มืดมากแล้ว ภาพจำสุดท้ายคือฉันยืนแง้มประประตูโบกมือหยอยๆดูเขาเดินลับตาไป

ทันทีที่ประตูปิดลง เช้ดโด้ นี่กูอยู่คนเดียวเหรอวะเนี่ย ตัวคนเดียวในต่างแดน อยู่คนเดียวในบ้านเช่าขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ตัวคนเดียวเลยอะ อยู่คนเดียวโดดๆ ไม่มีใครเลยจริงๆ ฉันเดินกลับเข้ามาตรงโต๊ะกินข้าว เปิดเน็ทบุคขึ้นมา และเข้ายูทิวป์เพื่อเปิดเพลงๆนี้


ด้วยจังหวะป็อบร็อกที่เร่งเร้าและเนื้อที่ติดหูทำให้ฉันแหกปากร้องตามจนสะใจ ภายในใจฉันกรีดร้องอย่างดังลั่นว่า ... ไอ่เหี้ย กูอยู่คนเดียวว่ะ มีแต่กูคนเดียวแล้ว โคตรชอบเลยความรู้สึกตัวคนเดียวแบบนี้ แม่งเอ๊ย สมใจอยากแล้ว อยากอยู่บ้านคนเดียวโดดๆมาตั้งนาน สมใจก็วันนี้ สะใจชิบหายเลย เออดี เดี๋ยวตอนอาบน้ำนอนว่าจะเดินแก้ผ้าในบ้านซะหน่อย เดินจากห้องนอนไปห้องน้ำนี่แหละ อยากรู้จริงๆว่าการได้ครอบครองบ้านคนเดียว อยากทำอะไรก็ทำมันเป็นยังไง แล้วจะทำอะไรห่ามๆต่อดีนะ แล้วมื้อเช้ารับปีใหม่ละ จะทำอะไรกระแทกปากดี ของสดมีพอรึเปล่าไม่รู้เนี่ย เฮ้ย แล้วเดี๋ยวเอาไวน์ที่เหลือครึ่งขวดในตู้เย็นมาดื่มฉลองดีกว่า ... แต่ยังไม่ทันที่กระแสความคิดของฉันจะพรั่งพรูต่อ มันก็มีก้อนความรู้สึกนึงที่ฉันไม่รู้จะบรรยายมันด้วยคำชนิดไหนแล่นวูบขึ้นมาจุกอยู่ตรงหว่างอก มันไม่ใช่ความเศร้า ในขณะที่ก็ไม่ใช่ความยินดี มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ได้หาญกล้า ... หรือว่าฉันกำลังเหงา?

7.10.13

D i s c r i m i n a t i o n

0 comments

discrimination การเลือกปฏิบัติ [รัฐศาสตร์ ๑๗ ส.ค. ๒๕๔๔]



ในยุคสมัยนี้การเลือกปฏิบัติยังคงมีให้เราเห็นได้ทั่วไป คนเรามักจะมีบรรทัดฐานส่วนตนที่ใช้เป็นข้อตัดสินว่าเราจะปฏิบัติกับใครอย่างไร พร้อมทั้งหาเหตุผลมารองรับให้มันกลายเป็นสิ่งที่สมควรแก่เหตุขึ้นมาซะอย่างนั้น เท่าที่เราพบได้ทั่วไปการเลือกปฏิบัติกับคนที่แตกต่างออกไปจากพวกเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้บ่อยที่สุดอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้แน่ชัด เราอาจจะโทษชะตาฟ้าดินเอาได้ดื้อๆว่าคนที่ต่างออกไปซวยเอง โชคร้ายที่เกิดมาต่างจากใครเขาหรืออาจจะไม่ได้แตกต่างมาแต่เกิด หากเพียงเขาเลือกที่จะไม่เหมือนใครเอง และมันเป็นเรื่องที่ใครก็ช่วยไม่ได้ที่เขาต้องพบเจอในสิ่งที่กำลังเผชิญเฉกเช่นทุกวันนี้

ฉันเองไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักและมักบอกใครๆรอบข้างอยู่เสมอว่าตัวกูนี้เลวเพียงใด หากแต่ฉันจะมีความดีอะไรที่พอจะหลงเหลืออยู่สักอย่างสองอย่างก็คงจะเป็นในเรื่องความพยายามที่จะไม่เลือกปฏิบัตินี่แหละ แต่ก่อนอื่นเราคงต้องมาจำกัดความถึงการเลือกปฏิบัติก่อนนะเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกัน ทั้งฉันคนเขียนและคุณคนอ่าน การเลือกปฏิบัติที่ฉันกำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึงการลำเอียงเล็กๆน้อยๆในกลุ่มเพื่อน เช่นสนิทกับคนไหนมากกว่าก็ให้ของขวัญวันเกิด ปีใหม่ หรือเทศกาลลิงถีบอะไรก็ตามในมูลค่างบที่สูงกว่าเพื่อนคนอื่น หากแต่เป็นเรื่องที่ซีเรียสกว่านั้นเยอะ อย่างเช่น การเลือกปฏิบัติทางเพศ การเลือกปฏิบัติผ่านการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติทางศาสนา และอะไรอีกมากมายหลายอย่างชนิดที่หลายๆคนคาดไม่ถึงว่าจะได้พบพานในโลกอันฟอนเฟะของเรานี้

ด้วยความที่ฉันรับไม่ค่อยได้กับเรื่องพรรค์นี้ ฉันจึงพยายามอยู่ตลอดมาในการที่จะลดการเลือกปฏิบัติในสังคมลงไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หลายๆครั้งที่ฉันได้พบเจอคนใกล้ตัวมีทัศนคติที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวในการเลือกปฏิบัติ หลายคนยังคงมีความเห็นว่าตราบใดที่เราล้อเลียนปมทางเชื้อชาติหรือสีผิวของใครสักคนกันในกลุ่มคนสนิทของตนเองเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างปกติ และไม่ใช่เรื่องที่สมควรต้องสำนึกผิดอะไรเลย คำพูดที่หลุดออกมาจากปากแสดงถึงสิ่งที่คิดในหัวและความรู้สึกที่อยู่ในใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความรู้สึกดีๆที่ฉันเคยมอบให้เจ้าของคำพูดคนนั้นลดลงจากเดิมเกือบครึ่งใจ

นับตั้งแต่นั้น ผ่านมาแล้วสามปี เหตุการณ์ที่โต๊ะอาหารวันนั้นยังคงสะท้อนภาพชัดในหัว ฉันเฝ้าแต่คิดว่าความเห็นแก่ตัวชนิดไหนกันหนอที่ทำให้คนเราเข้าใจว่าการล้อเลียนปมผู้อื่นโดยที่ไม่ได้กระทำต่อหน้าเจ้าตัวไม่ใช่เรื่องผิด จะว่าเห็นแก่ตัวอยากจะเล่นสนุกสนานมันก็ยังไม่ใช่ หรือเพราะเขายังไม่เคยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ยังไม่เคยโดนเข้ากับตัวเองเลยไม่รู้ซึ้ง ไม่รู้สึก แต่ฉันก็ไม่คิดว่าคนที่กระทำการแบบนี้จะเป็นคนที่มีความรู้สึกรู้สมหรือเอาใจเขามาใส่ใจเราอะไรนัก พอถึงเวลาที่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้าง เขาก็อาจจะแค่ยักไหล่แล้วเดินจากไป ง่ายๆอย่างนั้นเลย

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ทำให้ฉันมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้แรงที่สุด และมันทำให้ฉันตั้งปณิธาณกับตัวเองเลยว่าหากมีคนไหนในชีวิตของฉันเป็นคนที่มีทัศนคติเพิกเฉยต่อการเลือกปฏิบัติและเหยียดเพื่อนมนุษย์ และไม่คิดที่จะปรับปรุงตัวหลังจากได้รับคำเตือนจากฉัน ฉันพร้อเสมอที่จะตัดคนผู้นั้นออกไปจากวงจรชีวิตของฉันอย่างถาวร รวมทั้งคนใหม่ๆที่เพิ่งได้รู้จักก็เช่นกัน ถ้าเป็นคนแบบนั้นละก็ ฉันจะไม่ต้อนรับเขาเข้าสู่วงจรชีวิตของฉันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่รู้จักฉันและกำลังอ่านโพสท์อยู่ตอนนี้ ถ้าคุณเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจดังกล่าว รบกวนพิจารณาตัวเองด้วย ก่อนที่เราจะโบกมือบ๊ายบายกลายเป็นคนเคยรู้จักไปตลอดกาล

3.10.13

G r e a t E x p e c t a t i o n

0 comments
คนเราทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่กับโลกเสมือนกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะมีความต้องการที่จะหลีกเร้นชีวิตอันจำเจจากโลกแห่งความเป็นจริง แสวงหาความตื่นเต้นใหม่ๆกับโลกจำลองที่ไม่เคยพบมาก่อน สังคมในโลกเสมือนก็มีให้เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไป อย่างเช่นการที่ฉันกำลังนั่งอัพบล็อกอยู่นี้ หรือการตอบกระทู้ในเวบบอร์ดต่างๆ แม้แต่การมุงดราม่าจากเวบอิจ่าก็เช่นเดียวกัน นับว่าการท่องไปในโลกเสมือนนี้ได้เปิดโลกให้เราได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ รวมทั้งพบปะกับผู้คนใหม่ๆด้วย

นอกจากการเล่นเวบบอร์ดซึ่งฉันมีพันทิปเป็นที่สิงสถิตย์ประจำแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การพบปะผู้คนในโลกเสมือนก็คือการเล่นเวบไซท์หาเพื่อนต่างชาติ เวบไซท์พวกนี้ส่วนมากจะระบุจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นการหาเพื่อนทางจดหมาย หามิตรภาพ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนภาษา หรือแม้แต่หาคู่ก็ตาม เวบไซท์ที่ฉันเป็นสมาชิกอยู่ มีจุดประสงค์หลักเพื่อหาเพื่อนและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งฉันก็ไม่คิดว่าจะมีสักกี่คนหรอกนะที่สามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของเวบ เพราะส่วนมากฉันก็เห็นแต่ละนายนางเลือกแอดแต่เพื่อนต่างเพศหน้าตาแจ่มๆจากอีกฝากฝั่งของโลกสะสมไว้เป็นกระบุง หรืออีกหลายพวกก็ตั้งหน้าตั้งตาคุยกับคนชาติเดียวกันอย่างออกรสออกชาติด้วยภาษาแม่ที่เป็นภาษาถิ่น และฉันต้องยอมรับแบบหน้าชาว่าสมาชิกในเวบส่วนมากที่มีพฤติกรรมดังกล่าวก็คือเพื่อนร่วมชาติของฉันนี่แหละ


สิ่งที่ฉันสังเกตได้อย่างหนึ่งจากการที่ชอบท่องเที่ยวพบปะผู้คนในโลกเสมือนนั่นก็คือ ความคาดหวังของคนเราที่มีต่อการพบปะเพื่อนใหม่ เวบไซท์ขาประจำของฉันนั้น มีฟังก์ชั่นให้กรอกประวัติส่วนตัว พร้อมทั้งข้อความแนะนำตัวต่างๆ นัยว่าให้เพื่อนสมาชิกที่กดเข้ามาดูประวัติได้ทราบว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เป็นคนยังไง จะรู้ลึกรู้ดีทีวีพูลหรือผิวเผินแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าเจ้าของโพรไฟล์จะกรอกประวัติและตั้งค่าต่างๆเอาไว้อย่างไร

มีสมาชิกหลายคนลงรายละเอียดในส่วน request ไว้ในทำนองว่า ไม่ชอบการทักมาแบบสั้นๆ ตัวอย่างเช่น หวัดดี ว่าไง สบายดีหรือเธอ พร้อมทั้งให้ความเห็นว่าการทักทายแบบนี้เป็นอะไรที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์เลย ทำไมไม่พูดอะไรที่มันแปลกใหม่กว่านี้ละ อืมมม แปลกใหม่เหรอ จะให้กูทักว่าพ่อมึงตายมั้ยละ แปลกใหม่ดีออก หรือบางคนที่ดูก้าวร้าวกว่านั้น ก็จะชอบย้ำว่า ไอ่ข้อความทักทายแบบง่ายๆดาดๆนั้น กูจะไม่มาเสียเวลาตอบของมึงหรอกนะ กูลบเลย เสียเวลาทั้งของมึงและของกู ถ้ามึงไม่มีปัญญาครีเอทข้อความเก๋ๆได้ ก็ไม่ต้องส่งมาหากู จงรีบปิดหน้าโพรไฟล์นี้ซะ แล้วไปหาคนอื่นเถิด ฉันว่าคนที่มีทัศนคติแบบนี้ช่างตื้นเขินสิ้นดี การที่คนเราที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยจะเริ่มเอื้อนเอ่ยวาจาทักกันครั้งแรก มันจะไปสรรหาอะไรมาทักทายกันที่มันลึกซึ้งไปกว่าการถามสารทุกข์สุขดิบแบบพื้นๆวะ เพราะเราทุกคนในที่นั้นต่างก็เป็น total stranger ต่อกันทั้งสิ้น และไม่ใช่ทุกคนที่จะใจกล้า หน้าด้าน หรือมนุษย์สัมพันธ์ดีจัด ถึงกับขั้นที่จะไปทักคนแปลกหน้าด้วยข้อความยาวเหยียดเป็นสิบๆประโยคได้ ฉันว่าการทักทายถามสารทุกข์สุขดิบแบบพื้นๆก็พอเหมาะพอควรแล้วที่จะเริ่มต้นมิตรภาพกับคนแปลกหน้า คำทักทายที่เก๋ไก๋ แปลกใหม่ หาได้จำเป็นไม่

การที่คนเราสมัครใจมาใช้บริการเวบไซท์หาเพื่อนย่อมแปลว่าเขามีความคาดหวังที่จะได้รับมิตรภาพดีๆตอบกลับมา หากแต่บางคนกลับมาตั้งแง่เอากับอีแค่เรื่องคำทักทายที่เรียบไป ใช้คำไม่เก๋ ไม่ครีเอท เป็นเพียงแค่การทักทายดาดๆที่พบกันอยู่ในชีวิตประจำวัน คนจำพวกนี้คงไม่จำเป็นอะไรที่เราจะต้องไปให้ราคา หรือมิตรภาพตอบแทน ตราบใดที่เขายังมีทัศนคติที่เป็นภัยต่อการเริ่มต้นความสัมพันธ์เช่นนี้

2.10.13

N o B u l l i e s

0 comments

ด้วยความชื่นชอบที่ฉันมีในตัว Nick Vujicic ทำให้ฉันตามหาคลิปการพูดของเขามาฟังอยู่ตลอด และเรื่องที่ฉันชอบที่สุดในการพูดของเขา คือเรื่อง Bullying โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะฉันเกลียดการข่มเหงรังแกกันที่สุด ฉันเชื่อว่าแต่ละคนมีคุณค่าและงดงามตามแบบฉบับของเราเอง เราทุกคนล้วนมีคุณค่ามีสิ่งดีๆในตัวกันทุกคน และเราจำเป็นต้องเคารพในความแตกต่างนี้ คนที่ผิดคือคนที่ล้อเลียน ข่มเหง รังแกคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ด้อยกว่าหรือคนที่เสมอกันก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้มันผ่านไป โดยทำไม่รู้ไม่เห็นว่ามันมีอยู่และเกิดขึ้นจริงรอบๆตัวเราในทุกวันนี้ ในประเทศไทยของเราเองก็มีการข่มเหงรังแกเกิดขึ้นในโรงเรียนไม่น้อย แต่พวกเราเลือกที่จะปิดหูปิดตากัน ทั้งนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง คุณครู ผู้บริหารโรงเรียน แม้แต่ผู้บริหารประเทศ ฉันหวังว่าคลิปนี้คงช่วยเปิดตาและเปิดใจของทุกคนได้บ้าง


สำหรับใครที่ไม่เคยรู้่ว่าปัญหานี้มันมีอยู่ในบ้านเรา ที่เคยคิดว่ามีแต่ในหนังฝรั่งหรือเปล่า ก็จงรับรู้ไว้ซะว่ามันมีจริงและร่วมมือกันหาทางแก้ด้วย ขออย่าได้เพิกเฉย เพียงแค่คุณเพิกเฉย คุณก็เหมือนทำตัวเป็นส่วนนึงของปัญหาแล้วละ อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือว่าเพียงตัวเราคนเดียวคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ คุณคิดผิดถนัด ถ้าคุณยังจะพอมีหัวจิตหัวใจอยู่บ้าง ฉันเชื่อว่าคุณรู้ว่าสิ่งนี้มันผิด มันไม่สมควรเกิดขึ้น และลึกๆแล้วคุณก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน มีคำพูดนึงที่ฉันชอบมากเลยก็คือ If you want something to change, be that change.


ส่วนใครที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่นก็ขอให้เลิกการกระทำนี้ซะ เพราะมันไม่เท่เลย ไม่ได้โชว์ความแข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย มันโชว์ความไร้หัวใจ ความวิปริตและความเลวร้ายในใจคุณต่างหาก สิ่งที่คุณทำอยู่นี้ทำร้ายชีวิตคนอื่นอย่างมาก คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดของคุณอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ใครบางคนอยากจบชีวิตตัวเองลง และไปให้พ้นๆจากโลกนี้ซะ มันสะใจคุณมากใช่มั้ยที่ได้ล้อเลียนคนอื่น ที่ได้ข่มเหงรังแกคนอื่น คุณคิดว่าคุณมีสิทธิ์อะไรไปทำเขาแบบนั้น ใหญ่มาจากไหน หรือคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นยังไงถึงจะเที่ยวไปล้อเลียนปมด้อยของคนอื่นได้ อย่าให้คนอื่นเขาต้องว่าคุณได้ว่าโตมาในครอบครัวแบบไหน หัดรักคนอื่นให้เป็นเถอะ มองหาคุณค่าในตัวคนอื่นบ้าง หัดที่จะยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น หัดเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง มันคงไม่ยากเกินไปใช่มั้ย


สำหรับคนที่ถูกข่มเหงรังแก ขอให้คุณรักตัวเองให้มากๆ เชื่อมั่นในคุณค่าและความงดงามของตัวเองอยู่เสมอ อย่าไปใส่ใจคำลวงจากปากของคนใจร้ายรอบตัวคุณ จงมีความกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ บอกกับคนที่เขารังแกคุณให้หยุด จงมีความกล้าที่จะหาที่พึ่ง ผู้ใหญ่สักคนที่ไว้ใจได้ ที่จะช่วยจัดการกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของคุณได้ ถ้าหากที่บ้านคุณไม่ใช่สถานที่อันอบอุ่นที่จะเข้าใจคุณแล้วละก็ ลองมองหาที่โรงเรียนดู มันจะต้องมีครูบาอาจารย์คนไหนสักคนสิน่า ที่พร้อมจะทำหน้าที่นี้ให้กับคุณได้


อีกกลุ่มคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ครูและผู้บริหารโรงเรียน ขอพูดแรงๆเลยว่าหัดมีจรรยาบรรณกันซะบ้าง อย่าเอาแต่ทำตัวเหมือนเลียไข่ผู้ปกครองรวยๆที่จะมีเงินอุดหนุนโรงเรียนมากๆ ถ้าลูกเขาทำตัวไม่ดี รังแกเพื่อน ก็ต้องว่ากันตามผิดตามถูก อย่าจัดการกับปัญหาเหมือนไฟไหม้ฟาง ต้องทำแบบจริงจังและถอนรากถอนโคน ครูเองต้องระลึกไว้ตลอดเลยว่ามีเด็กจำนวนนึงที่ทางบ้านเขาไม่อบอุ่นพอที่จะเป็นที่พึ่งในเรื่องแบบนี้ได้เลย ถ้าคุณไม่ช่วยเขา เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ คิดแต่ว่ามันคือเรื่องของเด็กๆทะเลาะกัน เท่ากับว่าคุณมีส่วนทำร้ายชีวิตเด็กทางอ้อม เป็นครูกับเขาทั้งที ไม่ใช่จะสอนแต่วิชาการต้องสอนการใช้ชีวิตด้วย


และสุดท้ายหน่วยที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนที่มีโอกาสได้ดูคลิปนี้ ขอให้พวกคุณรักลูกของคุณให้มากๆ รักและแสดงออกให้พวกเขารับรู้ ให้พวกเขาเห็นคุณค่าของตัวเอง เสริมสร้างให้พวกเขามีความนับถือในตัวเอง และสอนให้พวกเขายอมรับในความแตกต่างของตัวเองและผู้อื่นด้วย นี่คือหน้าที่หลักอีกอย่างนึงของพวกคุณที่จะเสริมสร้างเกราะอันเข้มแข็งในจิตใจของลูกๆ และปลูกฝังความคิดที่ถูกต้องในการมีมุมมองต่อคนรอบข้างให้แก่พวกเขา แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในพ่อแม่ที่กำลังเพาะนิสัยไม่ดีในการชอบข่มเหงรังแกให้ลูกอยู่แล้วละก็ เลิกซะนะ ถ้าไม่อยากเห็นลูกเป็นหมาหัวเน่า



ป.ล. คลิปนี้ฉันแปลเองตัดต่อเองทั้งหมดทุกขั้นตอน การแปลอาจจะไม่ได้เริ่ด การตัดต่ออาจจะไมไ่ด้สมบูรณ์แบบ แต่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจดี ขอเชิญกดไลค์และแชร์กันไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสังคมที่ไม่มีการข่มเหงรังแกกัน

1.10.13

ข้ า นิ ย ม

0 comments
บ่ายวันหนึ่ง ณ ห้องรับแขกที่บ้านย่านลาดพร้าว หลังจากที่อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จตามปกติ ฉันเหลือบไปเห็นหนังสือวิชาสุขศึกษาของลูกพี่ลูกน้องวางอยู่ที่โต๊ะ ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำฉันเลยหยิบขึ้นมาพลิกดูสักหน่อย อยากจะรู้ว่าเด็กสมัยนี้เรียนเหมือนกับฉันหรือเปล่า  พลิกไปพลิกมาได้ไม่กี่หน้าฉันก็เจอกับแบบฝึกหัดท้ายบทข้อหนึ่งที่ว่า


การกระทำใดที่แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงมีคุณค่า
ก. รักนวลสงวนตัว
ข. แต่งตัวทันสมัย
ค. มีความถือตัว
ง. มีรูปร่างดี

ฉันไม่คิดว่าฉันจะตอบแบบฝึกหัดข้อนี้ได้ถูกเลย สำหรับฉันแล้วคำถามข้อนี้ไม่มีคำตอบใดถูกเลยสักข้อเดียว หากจะตอบแบบเอาใจคนเขียนตำรา เอาใจครูผู้สอน หรือตอบแบบใช้ไหวพริบเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนน ก็สมควรจะตอบข้อ ก. รักนวลสงวนตัว แต่เฮ้ ผู้หญิงที่แต่งตัวทันสมัย ผู้หญิงที่มีความถือตัว และผู้หญิงที่มีรูปร่างดี ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีคุณค่าหรืออย่างไร ผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่มีคุณค่าในตัวของตัวเองทั้งสิ้น แล้วแบบฝึกหัดนี้กำลังยัดเยียดมุมมองที่ผิดๆแบบไหนให้กับเยาวชนของเรา


ฉันไม่แน่ใจว่าค่านิยมที่ยกย่องผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ในสังคมไทย ฉันไม่ปฏิเสธว่าการรักนวลสงวนตัวมันเป็นสิ่งที่ดี ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยและไม่มีความคิดว่าตัวเองรวมทั้งลูกหลานที่เป็นผู้หญิงของฉันจะต้องปฏิบัติก็ตาม ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าค่านิยมตัวนี้ไม่ได้เพียงแต่จะยกย่องผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวอย่างเกินเหตุเท่านั้น แต่มันยังกดค่าของผู้หญิงประเภทที่ไม่รักนวลสงวนตัวหรือไม่เห็นความจำเป็นของค่านิยมนี้ให้ต่ำลงอีกด้วย

ความจริงฉันอยากจะเรียกสิ่งนี้ว่า "ข้านิยม" เสียมากกว่า ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าการที่เราตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามอำเภอใจแล้วเที่ยวบอกเที่ยวสั่งใครต่อใครว่านี่คือสิ่งที่ดี คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำตาม เพราะเราเลือกแล้วว่ามันดี ใครที่ไม่ทำตามคือแย่ คือใช้ไม่ได้ เราทำมันเพียงเพราะเรา "นิยม" ในสิ่งนั้นๆ เห็นว่ามันดีงามไปเอง และเราก็ไปบังคับให้คนอื่นเชื่อในแบบที่เราเชื่อ รวมทั้งส่งต่อความเชื่ออันบิดเบี้ยวนี้ต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มันไม่ใช่ "คุณค่า" ที่น่า "นิยม" มันเป็นเพียงแค่ "ข้า" นิยมในสิ่งๆนั้น "ข้า" เลือกแล้วว่ามันดี มันถูก มันควร เพราะฉะนั้น "เอ็ง" ต้อง "นิยม" ในสิ่งนั้นตาม "ข้า" กระบวนการทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ มันเป็นเพียงแค่กระบวนการล้างสมองแบบฝังหัวที่ถ่ายทอดกันมาชั่วนาตาปี ที่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดหยุดลงเมื่อไหร่

ถ้าสิ่งที่ฉันคิดหรือกำลังจะพูดต่อไปในนี้จะทำให้ใครหลายคนที่ได้อ่านได้รับรู้มองเห็นฉันเป็นคนที่มีความคิด "ดัดจริตแบบฝรั่ง" ฉันก็หาได้แคร์ไม่ เพราะฉันรู้ว่าฉันเป็นใคร คิดอะไร และฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตั้งโกฏิปีแล้วด้วย สำหรับฉันแล้วไม่มีสิ่งไหนหรืออะไรที่จะใช้ตัดสินหรือวัดค่าของคนเราได้ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพศไหนก็ตาม คนที่กำลังตัดสินว่าผู้หญิงคนไหนมีค่าสูงส่งหรือด้อยค่ากว่ากันด้วยบรรทัดฐานบางอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความคิดอันตื้นเขินอย่างที่สุด เขาพวกนั้นรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ "คุณค่า" ของความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะเพศพันธุ์ หรือสีผิวไหนๆล้วนมีอยู่ในตัวทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งที่ทำให้คนเรานั้นแตกต่างกันก็มีเพียงแค่สิ่งแวดล้อม ความคิด การตัดสินใจ อาจจะรวมทั้งโชคชะตาอีกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ที่จะเสกสรรปั้นแต่งให้แต่ละชีวิตบนโลกนี้ดำเนินในครรลองที่แตกต่างกันไป หาใช่มาจากการเอา "ข้านิยม" ของใครบางคนมาตัดสินชี้ชะตา หรือในบางครั้งเราจะเรียกมันว่า "ตราหน้า" ก็ยังได้ เมื่อชีวิตของคนหนึ่งถูกใครอีกคนหรือหลายคนตราหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น "ตราบาป" ไปเลยก็ได้

หลายๆครั้งที่มีคนออกมาวิพากย์วิจารณ์ถึงความเป็นไปในสังคมเช่น ปัญหาของเด็กเก็บแต้ม จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่ดาหน้ากันมาตัดสินว่าเด็กสก๊อยล่าแต้มนั้นช่างมีคุณค่าความเป็นผู้หญิงต่ำเตี้ยเรี่ยดินซะเหลือเกิน แต่สำหรับฉันแล้วน้องนางสก๊อยล่าแต้มพวกนี้ก็ไม่เห็นจะด้อยค่ากว่าเด็กเรียนผู้ไม่ประสีประสาต่อโลก หรือเด็กหลังห้องที่เป็นโอตาคุและหลงใหลการแต่งคอสเพลย์ หรือแม้แต่เด็กคอนแวนต์ที่เป็นติ่งเกาหลีตรงไหนเลย เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเธอก็มาจากการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมและสังคมที่แตกต่างกัน ที่มันหล่อหลอมให้คนเรามีกระบวนการคิดและตัดสินใจที่แตกต่างกันก็เท่านั้น หาใช่มิเตอร์บ่งชี้วัดค่าความเป็นคนที่ดีหรือผู้หญิงที่ดี

การตัดสินคนอื่นด้วย "ข้านิยม" แบบนี้นับว่าเป็นการกระทำที่ตื้นเขินและใจร้ายอย่างที่สุด คนที่เที่ยวชี้นิ้วติดสันคุณค่าของคนอื่น มันผู้นั้นแหละคือคนที่สมควรได้รับการตัดสินและลงโทษเป็นที่สุด และหากจะต้องหากันว่าใครคือคนที่มีคุณค่าน้อยที่สุด ฉันว่าประดาคนที่ชอบตัดสินคนอื่นนี้แหละที่มีคุณค่าในตัวเองน้อยกว่าใคร