อาจจะเป็นคำถามที่ดูแปลกอยู่สักหน่อย คนเราอยู่ในอารมณ์ไหน รู้สึกอย่างไร มันต้องรู้ตัวเองสิ เรื่องของเรื่องคือฉันเป็นคนนึงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเป็นคนขี้เหงา และมักไม่ค่อยจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะหรืออารมณ์ที่เรียกว่าเหงาสักเท่าไหร่ เวลาที่มีเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับความเหงาออกมา คนเขาฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง พวกดีเจหรือสื่อมวลชนชอบพูดอะไรทำนองว่ากรุงเทพคือเมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า ฉันฟังแล้วอยากสำรอกออกมาด้วยความเลี่ยนหูทุกที มิหนำซ้ำฉันออกจะมีทัศนคติดูแคลนคนจำพวกที่ชอบบ่นว่าเหงาอยู่บ่อยๆด้วยนะ คือฉันรู้สึกว่าคนพวกนี้ค่อนข้างจะงี่เง่า เป็นพวกที่หาความสุขให้ตัวเองในเวลาที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วยถึงได้เที่ยวร้องแรกแหกกระเชอบอกใครต่อใครว่ากูเหงาโว้ย ช่วยมาสนใจกูทีเถิด สำหรับฉันแล้วใครที่ทำแบบนี้มันช่างดูน่าขันปนน่าสมเพชซะนี่กระไร แต่เชื่อมั้ยว่ามันมีอยู่ครั้งนึงในชีวิตที่ทำให้ฉันต้องถามตัวเองว่านี่กูเหงาอยู่เหรอวะเนี่ย
ในปี 2009 ฉันไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่บินกลับไทยเลยจนกว่าจะเรียนจบ ก็อยู่มาตั้ง 20 กว่าปีแล้วนี่นา เบื่อจะตายชัก จะกลับไปทำไมกะอีแค่เดือนเศษๆให้เปลืองค่าตั๋ว อุตส่าห์ได้บินมาอยู่เมืองฝรั่งมังค่าทั้งทีก็ขออยู่นานๆเพื่อเสพย์บรรยากาศบ้านเมืองเขาให้สมใจดีกว่า และนั่นแปลว่าฉันจะได้เคาท์ดาวน์ต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต จะว่าไปแล้วฉันเองไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับการเคาท์ดาวน์หรือร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สักเท่าไหร่ ปกติแล้วในช่วงปีใหม่ที่บ้านจะมีงานกินเลี้ยงรวมญาติเล็กๆที่จะรวมตัวญาติฝ่ายแม่เป็นส่วนมาก มาสาละวนปิ้งไส้กรอกหรือย่างกุ้งย่างปูกินกันที่บ้านของฉันย่านลาดพร้าว แต่ก็แค่นั้น พูดได้เต็มปากเลยว่าชีวิตนี้ยังไม่เคยไปร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ไหนมาก่อน เคยได้ดูเขาถ่ายทอดสดทางทีวีบ้าง 2-3 หน แต่ไม่เคยนึกติดใจหรือนึกอยากไปเห็นกับตาอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นงานเคาท์ดาวน์แบบไทยๆหรืองานใหญ่ๆอย่างที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์กอะไรนั่น มันไม่ใช่อะไรที่ฉันสนใจ ว่ายังงั้นเถอะ แต่ฉันก็โดนเพื่อนลากไปงานเคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2010 เข้าจนได้
วันนั้นเป็นวัน New Year's Eve ซึ่งที่ออสเตรเลียเป็นช่วงหน้าร้อน ฉันตื่นขึ้นมาช่วงสายๆเพราะอากาศที่แสนจะอบอ้าวลอดทะลุหน้าต่างเข้ามาปลุก ก็เหมือนอย่างเคยในช่วงหน้าร้อน มันเป็นช่วงปิดเทอม โรงเรียนและมหา'ลัยปิดกันหมด แม้แต่ห้องสมุดแอร์เย็นฉ่ำที่ฉันมักจะเข้าไปนั่งตากแอร์เล่นเนทเป็นประจำก็ปิด แต่จะให้หมกตัวเล่นเนทอยู่กับบ้านด้วยสัญญาณฟรีจากมหา'ลัยก็ไม่ไหว ร้อนเกินบรรยาย ฉันจึงต้องหอบเน็ทบุคและขวดน้ำไปหามุมสงบร่มรื่นเพื่อนั่งเล่นเนทในมหา'ลัยนั่นแหละ พอตกบ่ายฉันเริ่มหิวก็เดินกลับบ้านเพื่อเอาของมาเก็บและเตรียมเดินทางไปหาอะไรอร่อยๆกินในเมืองและเดินดูของสักเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนที่จะกลับเข้าบ้านมาอีกทีในช่วงแดดร่มลมตก เมื่อกลับเข้าบ้านมาแล้วก็นั่งจุ้มปุ๊กเล่นเนทเหมือนอย่างเคย แต่คราวนี้ย้ายโลเคชั่นมานั่งที่โต๊ะกินข้าวเพราะจะได้เตรียมอาหารไปด้วยได้ พออาหารเสร็จก็กินไปเล่นเนทไป สบายแฮ นั่นคือกิจวัตรประจำวันสิ้นปีแบบคร่าวๆของฉัน
วันสิ้นปีครั้งนั้นค่อนข้างจะเป็นวันที่พิเศษอยู่สักหน่อย เพราะเพื่อนๆในบ้านเช่าของมหา'ลัยที่ฉันเช่าอยู่เขาย้ายออกไปกันหมดแล้ว เพื่อนอาหรับ 2 คนกลับไปประเทศตัวเองและจะกลับมาใหม่ช่วงเปิดเทอม เพื่อนคนออสซี่เองก็ย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กับแฟน รวมทั้งคู่รักชาวจีนก็เช่นกัน จะเหลือก็แต่หนุ่มน้อยชาวมาเลย์ที่อยู่กับฉันจนวันสุดท้ายของปี แต่ก็เป็นวันสุดท้ายของเขาในบ้านหลังนั้นเช่นกัน เพราะเขาจะย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังอื่นกับเพื่อนๆชาติเดียวกัน สรุปว่ามีฉันคนเดียวที่ต่อสัญญาเช่ากับบ้านหลังเดิม และนั่นแปลว่าพอผ่านพ้นคืนนี้ไปฉันจะต้องอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เพียงตัวคนเดียวอย่างน้อย 3 วัน
ตอนนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มกว่าๆได้ ที่ Nik หนุ่มน้อยจากมาเลย์ถามฉันถึงโปรแกรมการเคาท์ดาวน์ที่เขาจะจัดขึ้นในตัวเมือง ฉันก็เลยลองถามเพื่อนคนออสซี่อีกคนที่ออนไลน์ใน msn มาให้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็นัดแนะกันว่าเราจะออกเดินเท้าจากบ้านเราเพื่อเอาสัมภาระของ Nik ไปเก็บที่บ้านหลังใหม่ และเป็นการไปสมทบกับเพื่อนๆชาวมาเลย์อีกจำนวนนึง ก่อนที่จะเคลื่อนพลไปต่อยังจุดเคาท์ดาวน์หลักประจำเมือง เราออกจากบ้านกันตอน 4 ทุ่มครึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ค่อยๆเดินกันไป 3 คน Nik ฉัน และเพื่อนมาเลย์อีกคนชื่อว่า A.J. ระหว่างนั้น Nik บอกฉันว่าเดี๋ยวขากลับจะให้ A.J. เดินกลับมาเป็นเพื่อน เพราะบ้านของเขาอยู่เลยจากฉันไปไกลพอสมควร เป็นทางผ่านของเขาพอดี เมื่อถึงบ้านเช่าหลังใหม่ของ Nik แล้ว ฉันก็ทักทายกับเพื่อนๆคนอื่นๆ และพวกเราทั้งหมดก็เคลื่อนตัวไปยังสถานที่จัดงานด้วยกัน
งานเคาท์ดาวน์ถูกจัดขึ้นที่ริ่มท่าน้ำใหญ่ประจำเมือง มีการจุดพลุอย่างสวยงาม นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดูพลุสดๆกับตา ฉันพยายามจะโทรกลับไทยหาแฟน แต่ก็ไม่ได้เรื่อง ฉันเลยตัดสินใจที่จะสนุกสนานกับเพื่อนดีกว่า พลุปีใหม่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจมาก คิดไม่ผิดจริงๆที่ออกมาดูชม หลังจากพลุจบลง การเฉลิมฉลองก็มีขึ้นทุกที่ ทั้งวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่เฮฮากัน ผับบาร์ก็มีเสียงดนตรีอึกทึกคึกโครม มีกลุ่มคนดำตีกันในสวนแถวๆนั้นด้วย น่ากลัวพิลึก พวกเราเดินเล่นครื้นเครงอยู่แถวนั้นได้พักใหญ่จึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะกลับเสียที แล้วพวกเราก็เดินย้อนกลับมาในทางเดิม เพื่อส่ง Nik และเพื่อนคนอื่นๆที่บ้าน และตอนนี้ก็เหลือเพียงฉันกับ A.J. แค่สองคนแล้ว เราเดินไปคุยไปเพื่อทำลายความเงียบ จนถึงบ้านเขาก็ร่ำลากลับไป ฉันบอกเขาว่าเดินกลับดีๆนะ เพราะรู้ว่าทางกลับบ้านของเขาจะต้องเดินขึ้นเขาด้วยและมันก็มืดมากแล้ว ภาพจำสุดท้ายคือฉันยืนแง้มประประตูโบกมือหยอยๆดูเขาเดินลับตาไป
ทันทีที่ประตูปิดลง เช้ดโด้ นี่กูอยู่คนเดียวเหรอวะเนี่ย ตัวคนเดียวในต่างแดน อยู่คนเดียวในบ้านเช่าขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ตัวคนเดียวเลยอะ อยู่คนเดียวโดดๆ ไม่มีใครเลยจริงๆ ฉันเดินกลับเข้ามาตรงโต๊ะกินข้าว เปิดเน็ทบุคขึ้นมา และเข้ายูทิวป์เพื่อเปิดเพลงๆนี้
ด้วยจังหวะป็อบร็อกที่เร่งเร้าและเนื้อที่ติดหูทำให้ฉันแหกปากร้องตามจนสะใจ ภายในใจฉันกรีดร้องอย่างดังลั่นว่า ... ไอ่เหี้ย กูอยู่คนเดียวว่ะ มีแต่กูคนเดียวแล้ว โคตรชอบเลยความรู้สึกตัวคนเดียวแบบนี้ แม่งเอ๊ย สมใจอยากแล้ว อยากอยู่บ้านคนเดียวโดดๆมาตั้งนาน สมใจก็วันนี้ สะใจชิบหายเลย เออดี เดี๋ยวตอนอาบน้ำนอนว่าจะเดินแก้ผ้าในบ้านซะหน่อย เดินจากห้องนอนไปห้องน้ำนี่แหละ อยากรู้จริงๆว่าการได้ครอบครองบ้านคนเดียว อยากทำอะไรก็ทำมันเป็นยังไง แล้วจะทำอะไรห่ามๆต่อดีนะ แล้วมื้อเช้ารับปีใหม่ละ จะทำอะไรกระแทกปากดี ของสดมีพอรึเปล่าไม่รู้เนี่ย เฮ้ย แล้วเดี๋ยวเอาไวน์ที่เหลือครึ่งขวดในตู้เย็นมาดื่มฉลองดีกว่า ... แต่ยังไม่ทันที่กระแสความคิดของฉันจะพรั่งพรูต่อ มันก็มีก้อนความรู้สึกนึงที่ฉันไม่รู้จะบรรยายมันด้วยคำชนิดไหนแล่นวูบขึ้นมาจุกอยู่ตรงหว่างอก มันไม่ใช่ความเศร้า ในขณะที่ก็ไม่ใช่ความยินดี มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ได้หาญกล้า ... หรือว่าฉันกำลังเหงา?




1 comments:
ในความเหงาใครเล่าเข้าใจบ้าง คอยเคียงข้างร่วมทางไม่หวั่นไหว
คอยเคียงคู่ร่วมอยู่เป็นคู่ใจ คอยห่วงใยใส่ใจในทุกวัน
Post a Comment