Scenario #1 หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบ
แม่เด็กชายอดัม: นี่ใกล้สอบแล้ว อ่านหนังสือมั่งรึยังลูก ; เด็กชายอดัม: เอาน่าแม่ วิชาซัมเมอร์ ชิลๆ
แม่เด็กหญิงมินนี่: ใกล้สอบแล้ว ทำไมยังไม่ท่องหนังสืออีก ฮึ ; เด็กหญิงมินนี่: เอาน่าแม่ ทำได้น่าาา
Scenario #2 ช่วงหลังอาหารมื้อเย็น
แม่เด็กชายอดัม: เอ๊ะ นี่ชามในตู้มันหายไปไหนหมดนี่ (ว่าแล้วก็พลางเดินไปดูที่ห้องของเด็กชายอดัม เห็นชามเต็มโต๊ะหนังสือ) กินแล้วทำไมไม่เอาไปล้างฮีลูก
แม่เด็กหญิงมินนี่: กินเสร็จแล้วก็รีบล้างสิ จะแช่เอาไว้ทำไมกัน จะรอให้ใคร (ชั้น) ล้างเหรอ
Scenario #3 ณ บ้านปู่ย่าตายาย ช่วงใกล้สอบ
แม่เด็กชายอดัม: แม่คะ นี่อดัมจะสอบอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว ยังไม่อ่านหนังสืออีก ; คุณยายเด็กชายอดัม: แม่มั่นใจว่าหลานมันทำได้น่า
แม่เด็กหญิงมินนี่: เด็กหนูมันไม่อ่านหนังสือเลยนี่ เกิดตกขึ้นมาจะทำยังไง ; คุณตาเด็กหญิงมินนี่: เอาน่า ไม่ต้องห่วงมันหรอก เด็กมันก็มีวิธีของมัน
Scenario #4 หนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม
แม่เด็กชายอดัม: อดัม ใกล้เปิดเทอมแล้วนะลูก ยังจะนอนเช้าตื่นเที่ยงอยู่อีกหรอ ปรับเวลาได้แล้ว
แม่เด็กหญิงมินนี่: นี่หนูจะเป็นค้างคาวหรือไงเนี่ยลูก นอนกลางวันตื่นกลางคืนเนี่ย เล่นอะไรกันนักหนา คอมพ์เนี่ย
Scenario #5 ณ โต๊ะอาหารมื้อเย็น
แม่เด็กชายอดัม: กินเสร็จแล้ว ลุกไปทำไมไม่เก็บเก้าอี้ละอดัม
แม่เด็กหญิงมินนี่: นังมินนี่!!! มาเก็บเก้าอี้เดี๋ยวนี้เลย
Scenario #6 ณ โต๊ะอาหารมื้อเย็น วันผักเยอะ
แม่เด็กชายอดัม: นี่ลูกจะไม่ตักผักมั่งเลยเหรอลูก กินแต่เนื้อนะเนี่ย
แม่เด็กหญิงมินนี่: หัดกินๆซะมั่งนะผักน่ะ มัวแต่เขี่ยอยู่ได้ น่าเกลียดจริงเชียว
เด็กชายอดัมและแม่ของเขาคือโฮสท์แฟมิลีที่ฉันไปอยู่ด้วยเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ในช่วงที่ฉันไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย จากเหตุการณ์ที่เจอมาทั้งหมดทำให้ได้รู้ว่าความเป็นแม่นั้นเหมือนกันทั่วโลกเลย และไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นจริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้โดนกับตัวเองก็ตาม ก็จะต้องเห็นต้องได้ยินจากแม่คนอื่นตลอด ทุกอย่างนี้ทำให้รู้ว่าพวกเรายังคงเป็นเด็กในสายตาของแม่เราอยู่เสมอ
ป.ล. ความจริงอดัมก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว ตอนนั้นอายุ 18 แล้วด้วยซ้ำ แต่เรียกเด็กชายกับเด็กหญิงให้มันดูน่ารักคิขุไปยังงั้นเอง
30.9.13
29.9.13
ข น ( 2 )
ขนหน้าอก
เริ่มหัวข้อนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าเซ็กซี่ยังไงก็ไม่รู้ ฮิฮิ เท่าที่ฉันรู้ ฉันว่าผู้ชายไทยส่วนมากไม่มีขนหน้าอกกันเท่าไหร่นะ ถ้าจะมีก็อาจจะเป็นคนใต้ แนวสามจังหวัดชายแดนที่มีเชื้อลูกผสมอะไรทำนองนั้น หรือชายไทยภาคอื่นๆที่เป็นลูกครึ่งหรือลูกผสมอะไรก็แล้วแต่ก็น่าจะพอมีขนหน้าอกบ้าง แต่ก็อาจจะไม่ดกเท่าพวกฝรั่งหรือแขก
ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเกี่ยวกับขนส่วนนี้ แต่จะบอกว่าฉันเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย มันดูรก ดูเหมือนหมี ดูสกปรก ดูเป็นที่สะสมกลิ่นตัวยังไงไม่รู้ ยิ่งกว่าขนรักแร้อีกนะ ฉันเคยบอกแฟนเก่าคนนึงฉันสมัยที่จีบกันใหม่ๆว่าฉันไม่ชอบผู้ชายมีขนหน้าอกเอาซะเลย มันดูหยึยมาก พ่อเจ้าประคุณดีใจใหญ่ พร้อมกับบอกว่าผมไม่มีขนหน้าอกแหละ นอกจากนั้นผมยังเอาขนจั๊กก้าผมออกด้วยนะ เพราะผมไม่ชอบ ฟังแล้วไม่รู้จะดีใจหรือเป็นงงดี
แปลกเหมือนกันที่เพื่อนสาวของฉันส่วนมากกลับชอบผู้ชายมีขนหน้าอก พวกมันบอกว่าดูเซ็กซี่มีเสน่ห์ดี อย่างเช่น จอห์นนี่ แอนโฟเน่ เพื่อนๆก็กรี๊ดกร๊าดในเขาหน้าอกของฮีกันมาก หรือจะหนุ่มหล่อสมัยนี้อย่างณเดชน์ แบร์รี่ ที่มีขนหน้าอกพอหรอมแหรม ไม่ดกน่ากลัว ก็ดูน่ามองไปอีกแบบ ซึ่งฉันว่าฉันก็พอรับได้กับแบบหลังนี้นะเพราะมันไม่ดกเกิน
ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆในหัวข้อนี้ ก็เลยกลายเป็นการให้คะแนนขนหน้าอกดาราไปเสียฉิบ
ขนหน้าท้อง
แอร๊ยยย แค่ฟังก็แซ่บแล้ว ขนหน้าท้อง ถ้ามาพร้อมกับ 6 packs abs จะเป็นอะไรที่น่ามองมาก และเป็นอะไรที่สาวน้อยสาวใหญ่ หรือแม้แต่สาวแก่ก็ล้วนแต่อยากได้มาครอบครอง แต่ถ้ามันมาพร้อมกับ 1 pack abs และขนหน้าอกดกเฟิ้มละก็ สยองมาก หมีกริซลี่ดีๆนี่เอง กรี๊ดดด
ฉันเองเคยได้ยินมาจากไหนก็จำไม่ได้แล้วว่า ส่วนมากผู้ชายถ้ามีขนหน้าท้อง ก็จะมีขนหน้าอกด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่พิสูจน์กันยากมาก คนเป็นสาวเป็นแส้อย่างฉัน จะเที่ยวไปขอถกเสื้อชายหนุ่มเพื่อสำรวจขนหน้าอก ขนหน้าท้องก็ดูจะกระไรอยู่ ถึงแม้จะอยากทำมากๆเลยก็ตาม ฮ่าๆ แต่เท่าที่ฉันเจอมาจากผู้ชายรอบตัว คิดว่าคำกล่าวนี้มีส่วนจริงอยู่มากทีเดียว อย่างผู้ชายในครอบครัวฉันไม่มีกันสักคน ไม่ว่าจะขนตรงหน้าอกหรือหน้าท้อง ไหนจะยังพวกเพื่อนๆหรือรุ่นพี่รุ่นน้องฉันอีกที่ฉันแอบลอบมองสมัยเรียนมหาลัย อาศัยช่วงมีกิจกรรมรับน้องแล้วบางคนถอดเสื้อออกกันกลางแจ้ง ก็เป็นลาภตาของฉันไป ฮ่าๆ ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีกันทั้งนั้นในทั้งสองที่ หากแต่คนไหนมีก็จะมีทั้งสองที่เหมือนกัน แต่เท่าที่สังเกตก็ไม่ได้มีกันดกเยอะอะไรมาก ไม่เหมือนจอห์นนี่ แต่เหมือนแบร์รี่
นอกจากนี้ยังได้ยินมาอีกว่ามีส่วนสัมพันธ์กับขนตามแขนด้วยนะ ถ้าคนไหนที่มีขนหน้าท้องและหน้าอกเยอะๆ ขนตามแขนนี่จะดกด้วยแน่นอน ให้นึกถึงสภาพฝรั่งขนดกๆได้เลย ประมาณนั้นแหละ มีเคสเดียวเท่านั้นที่ฉันเห็นว่าผิดประหลาด ก็คือนักร้องชายคนที่ฉันชอบ ขนแขนฮีดกมากค่ะ ถ้าถ่ายรูปมาแต่แขนพาลจะนึกว่านี่แขนแขก แต่หน้าอกฮีกลับเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไรเลย ที่ท้องก็ไม่มี น่าแปลกมาก ยังไงใครที่อ่านช่วยคอนเฟิร์มความเชื่อนี้ด้วยว่าจริงหรือเท็จยังไง มาร่วมกันพิสูจน์สิคะสาวๆ อิอิ
ขนตรงนั้น
เซ็กซี่เข้าไปใหญ่เมื่อพูดกันถึงส่วนนี้ ฉันรู้จักว่ามีการทำแว็กซ์ขนในส่วนนี้ครั้งแรกก็ตอนที่กำลังจะเข้ามหาลัย ฉันซื้อนิตยสารสุดสัปดาห์มาอ่านและเจอคอลัมน์ความงามอันนึงกล่าวถึงการทำบิกินี่แว็กซ์ไว้อย่างละเอียดมาก ทำให้ฉันได้รู้ว่าผู้หญิงเราก็นิยมที่จะกำจัดขนในส่วนนี้ออกกันด้วย ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ คิดว่าเอาออกกันแต่ขนรักแร้และขนหน้าแข้ง แล้วก็คิดว่าไอ่การที่ตัวเองตัดๆเล็มๆซอยๆของตัวเองอยู่ทุกเดือนนั้น เป็นความอุตริส่วนตัวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หารู้มั้ยว่าผู้หญิงเค้าทำกันทั่วโลก แถมหนักกว่าฉันอีกคือเปิดให้คนอื่นทำให้ แถมเอาออกแบบถอนรากถอนโคนกันไปเลย
ฉันใช้เวลาตัดสินใจอยู่ปีกว่าๆได้กว่าจะไปทำบิกินี่แว็กซ์ครั้งแรก สาเหตุเพราะว่าอาย อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงจะงงกันว่าคนหน้าด้านอย่างฉันพูดคำนี้เป็นด้วยเหรอ เมื่อกี้ยังบอกว่าแอบดูขนหน้าอกขนหน้าท้องผู้ชายอยู่หยกๆ มาตอนนี้อายซะแล้ว อายที่ฉันว่านี่ฉันหมายถึงว่าอายที่จะให้พนักงานพวกนั้นเห็นว่าเราดูแลส่วนนั้นไม่ดีเท่าที่ควร แบบว่าเล็มๆกันไปตามมีตามเกิด ไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบทาเล็บแล้วปล่อยทิ้งจนเล็บเหลือง นึกอายเล็บตัวเองเวลาต้องเข้าเนลซาลอนเลย และจากที่ทำบิกินี่แว็กซ์เป็นประจำ บอกได้เลยว่าไม่เจ็บ หรือเจ็บก็ทนได้สบายมาก ฉันเองจัดว่าเป็นคนใจเล็กเท่าจิ๋มมด ใจเสาะกับความเจ็บยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงแล้ว ยังทนได้เลย เพราะฉะนั้นใครๆก็ต้องทนได้สบาย เชื่อฉันเถอะ
หลังจากที่คร่ำหวอดกับการทำบิกินี่แว็กซ์มาหลายปี ทำให้ฉันรู้ว่ามันมีรูปแบบการแว็กซ์มากมายหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นบิกินี่แว็กซ์ธรรมดา ที่เอาออกแค่ขอบๆ เรียกว่าแค่พอไม่ให้ส่วนเกินมันโผล่แพลมออกมาตามชอบกางเกงใน หรือแบบบราซิเลียนแว็กซ์ หรือบางที่ก็เรียกจีสตริงแว็กซ์ ที่จะเอาออกมากกว่าอีกหน่อย ชนิดที่ว่าต่อให้ใส่กางเกงในจีสตริงก็จะไม่เห็นมีอะไรโผล่แลบออกมา และแบบสุดท้ายคือฟูลบราซิเลียนแว็กซ์ หรือบางที่เรียกฮอลีวู้ดแว็กซ์ ก็คือเอาออกหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือให้เกะกะลูกตาจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องพิลึกพิกลของคนเรานะ ที่อยู่ดีๆจะไปให้นอนอ้าซ่าให้คนมาถอนขนที่ตรงหว่างขาออกฉับๆ และยิ่งถ้าใครเลือกทำแบบที่เอาออกหมดไม่เหลือ ก็เท่ากับว่าเปิดหมดเลย เห็นกันทุกซอกทุกหลืบจริงๆ ก็ไม่ยักกะอายกัน ไม่รู้ทำไม แต่พอถูกแอบถ่ายวับๆแวมๆตอนลองเสื้อ กลับกรี๊ดบ้านแตก ทั้งที่เห็นขาอ่อนแค่ครึ่งเดียว ใจคนเรานี่ยากแท้หยั่งถึงจริงๆให้ตาย
และสำหรับการทำบิกินี่แว็กซ์เนี่ย ถ้าใครที่มีเจ้าของร่วม ก็ช่วยสอบถามความสมัครใจหรือความต้องการกันก่อนนิดนึงก็น่าจะดี ไม่เช่นนั้นแล้วจะเหมือนเพื่อนฉันคนหนึ่ง นางรีบไปทำฟูลบราซิเลียนไว้เอาใจแฟนหนุ่มหลังจากที่ห่างกันไปนานเกือบปี จากที่ก่อนหน้านั้นนางทำแค่บิกินี่แว็กซ์ธรรมดา พอแฟนหนุ่มเห็นเข้าเท่านั้นแหละ ช็อกซินีม่า แถมบอกว่าคราวหลังอย่าได้ไปทำอีกเพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเ_ากับเด็กและเขาไม่ชอบเลย ออกจะแหยงๆด้วยซ้ำ ฮ่าๆ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาเพื่อนสาวของฉันจำไปจนวันตาย หรือว่าใครจะลองทำ home waxing กันดูกับท่านเจ้าของร่วมก็เข้าท่าไม่เบา ชอบใจแบบไหน ผลัดกันทำได้ตามใจ เป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นด้วย คริคริ
ขนหน้าแข้ง
ฉันสงสัยมาตลอดว่าทำไมคนไทยถึงได้เอาขนหน้าแข็งมาใช้ในการเปรียบเปรยถึงความล่ำซำของฐานะ มันมีนัยยะสำคัญ แปรผันตรงตามกันหรือยังไง ระหว่างเส้นขนบริเวณหน้าแข็งและเงินในบัญชีที่มี แต่ก็เอาเถิด ฉันสงสัยไปอย่างนั้นเอง มันเป็นสำนวนที่ใครๆก็ใช้กันมานานจนชินหู เลยเวลาที่จะไปถามหาแล้วว่ามีที่มายังไง จริงๆที่ต้องเขียนถึงก็เพราะอยากให้มันดูมีสาระอยู่บ้าง ก็เท่านั้น
ฉันเองจัดว่าเป็นผู้หญิงที่มีขนพอประมาณ ถึงจะไม่ได้เยอะจนสังเกตได้ แต่ไม่อาจเรียกว่าเป็นคนขนน้อยได้แน่ๆ สมัยเด็กขนที่ขาฉันยาวมาก ทำให้แม่เป็นห่วงว่าขืนปล่อยเอาไว้ โตไปอาจจะอายเพื่อน เมื่อฉันย่างเข้าวัยรุ่น แม่เลยคิดหาทางให้ฉันกำจัดมันเสีย แม่เริ่มด้วยการถามน้าชายที่เป็นหมอว่าหากจะให้ฉันใช้ครีมขจัดขน จะมีผลข้างเคียงอะไรที่ไม่ดีหรือเปล่า น้าก็บอกว่าอยากใช้ก็ใช้ไปเถิดใครๆเขาก็ใช้กัน แล้วแม่ก็รีบรุดไปซื้อครีมขจัดขนตราโอพิลคามาให้ฉันใช้แต่โดยด่วน หลังจากที่ฉันใช้ไปเพียงแค่หนึ่งครั้ง ก็เห็นผลทันตา ขนหน้าแข้งชุดใหม่ที่งอกออกมามันดูหนาและหงิกงอกว่าเก่าอีก เรื่องนี้ทำเอาฉันโกรธแม่ไปหลายเดือน ขาเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไหงมาทำกันแบบนี้ เล่นเอาฉันหมดความมั่นใจที่จะใส่กระโปรงไปเลย จนเมื่อฉันรู้จักกับการแว็กซ์นั่นแหละ เลยได้ใส่สั้นสมใจ อวดเรียวขาสวยๆที่ฉันภูมิใจ จนบางทีคิดไปว่าหรือแม่จะไม่อยากให้ฉันใส่สั้นๆวะ เลยแกล้งให้ฉันมีขนดกที่ขาซะ จะได้ใส่อะไรสั้นๆไม่ได้
ดังนั้นฉันขอเตือนทุกคนที่กำลังคิดจะใช้ครีมขจัดขนที่ขา แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์แบบฟันธงชั้บๆว่าครีมขจัดขนพวกนี้มีส่วนทำให้ขนที่งอกใหม่หงิกงอหรือดกขึ้นกว่าเก่า หรือในทางตรงข้ามกันก็ตามที แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันเช่นกันว่าคุณจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ขนขาของคุณจะงอกออกมาหงิกงอและดกดำกว่าเดิม หรือว่าจะลดน้อยถอยบางลงไปจนเป็นที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้น อย่าได้เอาขาคุณมาเสี่ยงเลย มันไม่คุ้มกันหรอก ขอเตือนด้วยความหวังดี
จะเห็นได้ว่าเรื่องขนๆทั้งส่วนที่เกินหรือส่วนที่ขาดสะท้อนให้เราเห็นถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ของมนุษย์เราทั้งสิ้น ไม่ว่าคุณจะยืดผมให้ตรงได้สักแค่ไหน ผมของคุณที่งอกออกมาใหม่มันก็หยักศกอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะไปทำบิกินี่แว็กซ์เพื่อการใส่ชุดว่ายน้ำปีละกี่ครั้งก็ตาม มันก็จะงอกออกมาใหม่ก่อนซัมเมอร์หน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนสีผมเป็นสีอะไร สวยหรือประหลาดล้ำแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันหนีสีผมจริงที่พ่อแม่ให้มาได้พ้น และก็ไม่มีวันหนีสีผมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อคุณย่างเข้าวัยชราได้พ้นเช่นกัน เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงเหล่านี้ ฉันจึงหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่าพระเจ้าทรงสร้างขนให้กับมวลมนุษย์และสัตว์โลกทำไม
28.9.13
ปิ ด ต า แ ล้ ว เ ปิ ด ใ จ
ฉันเป็นแฟนประจำของ Lonely Planet Magazine Thailand โดยปกติเมื่อฉันได้เล่มล่าสุดมาอยู่ในมือ ฉันก็รีบตะลุยอ่านให้สมกับที่รอคอยมานาน มีอยู่หนนึงมีคอลัมน์หนึ่งนำเสนอเกี่ยวกับร้านอาหารร้านหนึ่งที่น่าสนใจมาก ร้านนี้มีชื่อว่า Dine in the Dark ตั้งอยู่ที่ Ascott Sathorn Bangkok
ชื่อของร้านสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่ารับประทานอาหารในความมืด บทความในคอลัมน์ทำให้ฉันรู้ว่าร้านนี้บริการโดยผู้พิการทางสายตาแทบทั้งสิ้น ผู้คนเหล่านี้เรียกตัวเองว่า ไกด์ พวกเขามีหน้าที่พาแขกหลับตาเดินฝ่าความมืดไปยังโต๊ะอาหาร รวมทั้งมีหน้าที่เสิร์ฟอาหาร อีกทั้งยังคอยแนะนำแขกให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆที่ใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ ตั้งแต่การดมอาหาร การฟังเสียงเพื่อนและเสียงไกด์ การรับรสด้วยลิ้นเพื่อที่จะรู้ว่าอาหารที่ตักเข้าปากไปนั้นคืออะไร และการสัมผัสที่จะบอกได้ว่าช้อนส้อม มีด แก้วน้ำ ถูกวางไว้ตรงไหนบ้าง แค่นี้ก็นับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากแล้ว แต่ยังไม่หมดแค่นั้น คอลัมน์ยังให้รายละเอียดเพิ่มว่าที่ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เลือกสั่งเป็นรายการแบบร้านอาหารทั่วไป แต่เมนูอาหารจะถูกจัดมาเป็นเซ็ทเช่น เซ็ท a เป็นอาหารไทย เซ็ท b เป็นอาหารนานาชาติ เซ็ท c เป็นมังสวิรัติ แบบนี้เป็นต้น ไม่กี่สิ่งที่แขกจะเลือกเองได้ก็คงจะเป็นเครื่องดื่มและรีเควสท์เพิ่มเติมหากมีอาการแพ้อาหารชนิดไหน
เมื่ออ่านจบฉันหลับตาลงและปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น ถ้าฉันไปกินอาหารที่ร้านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ เริ่มแรกฉันคงจะเดินชนนั่นชนนี่สะเปะสะปะไปหมด ถ้วยชามรามไหของที่ร้านคงจะแตกหล่นป่นปี้ไม่มีชิ้นดีและฉันคงต้องควักกระเป๋าเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายเป็นแน่ กินมื้อเดียวอาจจะหมดไปสามพัน ไหนจะเรื่องของอาหารที่ฉันกังวล ด้วยนิสัยชอบเลือกกินของฉันนั่นอีกเล่า (ขอวงเล็บไว้หน่อยเพราะอาจจะมีหลายคนเข้าใจว่าฉันเป็นพวกแดกไม่เลือก) ถ้าเกิดฉันเลือกสั่งชุดอาหารไทยมา แต่ดันมีแกงไตปลา แกงส้ม น้ำพริกกะปิกับผักแกล้ม กุ้งผัดสะตอ หรือแม้แต่ส้มตำ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเบาะๆของอาหารที่ฉันไม่คิดจะกินมันเลย ฉันจะทำยังไง ต้องกล้ำกลืนฝืนกินเข้าไปทั้งอย่างนั้นน่ะเหรอ แค่นึกถึงกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์ของแกงไตปลา ส้มตำ น้ำพริกกะปิ หรือสะตอ ที่จะทิ้งกลิ่นตกค้างไว้ในลมหายใจ ฉันก็รู้สึกแหวะจะแย่แล้ว ไหนยังจะรสชาติที่พิลึกพิลั่นของแกงส้มสำหรับฉันอีก แล้วพวกผักอีกนับประดามีที่กินควบในอาหารไทยที่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย แบบนี้ฉันไม่ควรจะสั่งอาหารไทยสินะ เลือกอาหารนานาชาติคงปลอดภัยกว่า ถึงจะมีผักแต่ฉันว่าฉันชอบกินผักที่อยู่ในอาหารต่างชาติมากกว่าแหละ แล้วถ้าเกิดฉันซุ่มซ่ามทำอาหารหกใส่ชุดสวยของฉันเข้าละ แล้วถ้าเป็นอาหารที่ฉันเกลียดกลิ่นมันด้วย โอย ไม่อยากจะคิดเลย (ความจริงฉันเป็นคนแต่งตัวเรียบง่ายติดจะปอนๆด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ร้านเขาอยู่ในโรงแรมก็อาจจะต้องพิถีพิถันกับการแต่งกายกันหน่อย) … นี่ขนาดแค่จินตนาการเท่านั้นนะ มันยังเตลิดไปไกลถึงเพียงนี้ …
แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่าไหนๆฉันก็ต้องปิดตาแล้วทำไมฉันไม่ลองเปิดใจด้วยล่ะ ถ้าวันใดวันหนึ่งฉันมีโอกาสได้ไปกินอาหารที่ Dine in the Dark มันก็จะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์เสี้ยวนึงของผู้พิการทางสายตา รวมทั้งมันอาจจะเป็นครั้งแรกที่ฉันฝืนกินอาหารที่ฉันไม่ชอบได้จนหมดจาน มันอาจจะเป็นครั้งแรกด้วยเหมือนกันที่ฉันไม่นึกยี่หระที่จะต้องกินอาหารที่มีกลิ่นแรงแม้มันจะแรงถึงขนาดส่งผ่านมาได้ทางลมหายใจ แล้วมันอาจเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ฉันกินผักในอาหารไทยมากที่สุดในชีวิตก็ได้
บางครั้งคนเราอาจจะต้องปิดตาเสียก่อน ใจเราถึงจะเปิดออกมาเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ จากที่ก่อนหน้านี้เราเปิดตา เราเห็นได้ทุกอย่าง เรามีสิทธิ์เลือกทุกอย่างผ่านทางการมองเห็นของเรา เราเลือกที่จะไม่ทำนั่น ไม่เอานี่ เราเลือกที่จะกินอันนั้น ไม่กินอันนี้ เพียงเพราะเราเห็นว่ามันเป็นอย่างไร เราเพียงแค่ใช้สายตาดูและตัดสินมัน และเราก็ทำแบบนี้กับอะไรหลายๆเรื่องในชีวิตเรา ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกกินเท่านั้น เราเลือกที่จะไม่คบคนนั้นหรือคบคนนี้เพียงแค่สิ่งที่เราเห็นจากสายตา หากแต่เราจะปิดตา ใช้หู ใช้ปาก ใช้ใจให้มากขึ้น เราก็อาจจะพบกับอะไรใหม่ๆที่ไม่คาดคิด หรือแม้แต่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งไปเลยก็ได้
หมายเหตุ
ขอบคุณภาพจากเวบไซท์ของทางร้าน
27.9.13
ข น ( 1 )
จากความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกและสิ่งมีชีวิตนานาชนิดให้อยู่ร่วมกันและดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อกันชั่วลูกชั่วหลานจนมาถึงวันนี้ วันที่มนุษย์เดินดินตาดำๆคนหนึ่งอย่างฉัน อยากจะถามพระเจ้าว่า พระองค์ทรงสร้าง "ขน" ให้กับมนุษย์ทำไม เพราะเรื่องของขนนี้ ทำให้มนุษย์เราวุ่นวายกับมันมาตั้งแต่ชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว เริ่มกันตั้งแต่ …
พอเด็กเริ่มโต ถึงวัยเข้าโรงเรียนได้ ก็พอที่จะหมดปัญหายุ่งๆกับผมบนกบาลน้อยๆไปได้บ้าง หากว่าเด็กคนนั้นเกิดในประเทศสารขัณฑ์ละ เอาละสิ ปัญหาเกิด เด็กผู้ชายต้องไถเกรียน เด็กผู้หญิงต้องตัดบ็อบความยาวไม่เกินติ่งหู ในขณะที่เด็กที่อื่นๆเกือบทั่วโลกก็ว่าได้ มีสิทธิ์เลือกทรงผมบนกบาลตัวเองหรือแม้แต่ผู้ปกครองจะเป็นคนเลือกให้เด็กเองก็ตามในการไปโรงเรียนในแต่ละวัน แต่ที่ประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้หมดสิทธิ์ หลายโรงเรียนห้ามเด็กผู้หญิงไว้ผมยาว โรงเรียนไหนที่ยอมให้ไว้ผมยาวได้ ก็จะจำกัดไว้ว่าถักเปียได้กี่แบบ ผูกริบบิ้นได้กี่สี บางชั้นปีให้ผูกสีเดียวกันทุกคนด้วยนะ อุแม่เจ้า โรงเรียนช่างวุ่นวายกับกบาลเด็กเสียจริง เด็กนักเรียนหญิงหลายคนชอบแอบไปซอยผม ทำทรงผมผิดระเบียบกันตอนปิดเทอม เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการถูกริดรอนเสรีภาพทางกบาลเมื่อยามเปิดเทอม จนเมื่อเทอมใหม่เวียนมาบรรจบอีกครา ก็ต้องรีบแจ้นไปแก้ทรงให้มันหายผิดระเบียบ เพราะครูจะตรวจผม
สำหรับหนุ่มสาวที่โตเต็มวัยก็มีสิทธิ์เลือกทรงผมให้กับตัวเองได้ตามใจ หลายคนก็มักจะประสบปัญหาไม่พอใจสภาพผมที่ติดตัวมาตั้งกำเนิด ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันเกิดมาพร้อมกับผมหยักศกเส้นค่อนข้างใหญ่ที่ได้มาจากพ่อ ว่ากันตามจริงฉันไม่ได้รังเกียจผมหยักศกด้วยตัวของมันเอง หากแต่ว่าทรงผมสไตล์ที่ฉันชอบ มักจะเป็นทรงผมที่เหมาะกับสภาพผมตรงและเส้นเล็กมากกว่า ทำให้ฉันไม่สามารถมีทรงผมในแบบที่ต้องการได้ หรือถึงมีได้ก็สวยแค่วันเดียวที่ก้าวเท้าออกมาจากซาลอน สิ่งนี้ทำให้ฉันมีความอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างมาก อยากจะมีผมตรงเหมือนชาวบ้านเขา หนุ่มสาวชาวผมหยักศกล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการยืดผมให้ตรง เราต่างก็สรรหาอุปกรณ์สารพัดมาช่วยในการจัดแต่งทรง ไม่ว่าจะไดร์ ที่หนีบผม ไม่ว่าจากแบรนด์ราคาแพงเรือนพัน หรืออันละ 199 หน้าราม หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่ใครว่ากันว่าดี เราก็ต้องหามาลองกับกบาลเราให้จงได้ รวมทั้งการยืดผมถาวรที่แห่กันไปทำทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะหวังว่าสักวันผมเราจะตรงสลวยสวยเก๋เหมือนอย่างชาวบ้านเขามั่ง และคำที่บาดใจชาวผมหยักศกอย่างแรง จัดว่าเป็นคำไม่สุภาพก็คือ การที่ใครเรียกเราว่าเป็นคนผมหยิก ผมกูไม่ได้หยิกว้อย เค้าเรียกหยักศก ไม่เคยเรียนหรือไง สอก แต่ในขณะที่ชาวบ้านที่มีผมตรงแด่ว ตรงจนทื่อ จนดูลีบไปทั้งหัวกลับอยากดัดผมให้มันหยิก ทรงพอลล่า ทรงปาล์มมี่ ที่ดูมีลอนสวยเป็นธรรมชาติก็ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว ไหนจะลอนคลายๆนุ่มฟูดูเกาหลีโนะเนะนั่นอีก
นอกจากเรื่องความหยิกความตรงแล้ว สีก็เป็นส่วนสำคัญ เมื่อผมสีบลอนด์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโง่เง่าไร้สมอง ทำให้สาวฝรั่งที่มีผมสีนี้มาตั้งแต่กำเนิดแห่กันไปย้อมสีผมให้กลายเป็นสีบรูเนทท์หรือแม้แต่สีโค้ก สีขี้เถ้าหรือสีอะไรอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสีผมเดิมให้ต้องตกเป็นขี้ปากว่าสวยแต่โง่ ในขณะที่สาวไทยและสาวยุ่นส่วนมากกลับชอบนักหนาผมสีบลอนด์ทองเนี่ย ทำกันให้เกร่อไปทั้งบ้านทั้งเมือง รวมทั้งฉันนี่ก็ด้วย นี่ยังไม่พูดถึงสีผมที่ผิดธรรมชาติต่างๆอีกนะ ชมพู ฟ้า เขียว แดง ส้ม ม่วงที่สรรหามาทำกันตามแฟชั่นแบบหลุดโลก เรียกว่าทุกสรรพสีที่มีบนโลกก็สามารถกลายมาเป็นสีผมบนหัวเราได้แล้ววันนี้ อะ และที่ลืมไปไม่ได้ คือเรื่องการปิดผมหงอกผมขาวของคนที่มีผมขาวก่อนวัยหรือตามวัยก็แล้วแต่ ที่จะย้อมปกปิดมันเอาไว้ไม่ให้ผมสีดอกเลาโผล่มาฟ้องอายุให้ได้อาย หรือบางคนขี้เกียจย้อม เขาก็มีบริการรับถอนผมหงอกผมขาวด้วยนะ ฉันเคยเห็นเขามาตั้งโต๊ะนั่งถอนหงอกกันที่สหกรณ์พระนครแถวซอยอารีย์ เรียกว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทาง ฮ่าๆ
เรื่องสีและเท็กซ์เจอร์ผ่านไป มีคนอีกกลุ่มนึงที่อาจจะไม่สนสีผมหรือไม่แคร์ว่ามันจะหยิก จะหยัก จะตรงหรืองอประการใด ขอแค่เพียงกูมีผมเท่านั้นเป็นพอใจ นั่นก็คือคนผมน้อย คนหัวล้าน หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก คนกลุ่มนี้เสียเงินไปมากมายกับทั้งวิทยาการระดับโลกของศูนย์ฟื้นฟูเส้นผม หรือแม้แต่ยาภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือยาผีบอกอะไรก็ตาม เพียงเพื่อที่จะกลับมามีผมดกดำเหมือนอย่างที่เคย บางคนพยายามแล้วพยายามเล่าจนอ่อนใจ สุดท้ายก็หันหน้าเข้าหาวิก ซึ่งสมัยนี้ก็มีวิกมากมายหลายทรงให้เลือก ทรงเรียบๆ ทรงแฟชั่นคนดัง เช่น ทรงฟาร่าห์ ทรงหล่อเกาหลี และทรงอะไรๆอีกเยอะแยะ รวมทั้งสีก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน วิกเหล่านี้สวยงามบาดใจ ราคาก็ไม่แพงเกินจะรับได้ จนถึงขนาดที่คนที่มีผมเต็มหัวดีๆก็นิยมซื้อหากันมาใช้ เพื่อเปลี่ยนทรง เปลี่ยนบรรยากาศกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับผมจริง แต่ก็ต้องระวัง หากใส่วิกเป็นเวลานานเกินไปหรือเลือกวิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เสี่ยงที่จะทำให้ผมร่วง จนกลายเป็นต้องมาพึ่งวิกทุกวันอย่างถาวรเลยก็ได้ กร๊ากกก
เมื่อโตกันเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังต้องวุ่นวายกันคิ้ว ใครที่คิ้วหนาจนรก ก็ต้องไปกันไปเล็มให้มันเข้ารูปเข้าทรง รับกับใบหน้า หนุ่มญี่ปุ่นรุ่นใหม่ส่วนมากก็กันคิ้วทั้งนั้น แต่สำหรับหนุ่มชาติอื่นยังไม่ได้รับรายงาน สาวๆบางคนก็ไปแว็กซ์คิ้วกับผู้เชี่ยวชาญ หรือไปให้เคาน์เตอร์เครื่องสำอางกันคิ้วให้เพื่อเป็นแนวทาง นับว่าดูดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว กะอีแค่ขนไม่กี่กระหย่อมใต้หน้าผากเหนือลูกกะตาคนเรานี่ ส่วนคนที่ไม่มีคิ้ว ก็แห่กันไปสักคิ้วถาร เพื่อจะได้มีคิ้วกับเขาบ้าง ซึ่งก็ยิ่งต้องระวังให้ดี หากไปสักกับร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะเสี่ยงติดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว ติดได้แม้กระทั่งเอดส์เลยนะขอบอก
แล้วสีของคิ้วก็ต้องสอดรับกับสีผมนะจ๊ะ เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีคิ้วออกมาเยอะมาก ทั้งมาสคาร่า ทั้งน้ำยาย้อมแบบที่ใช้ย้อมผม หรือแม้แต่การไปย้อมที่บิวตี้ซาลอนก็ตาม เรียกว่าต้องเอาให้เป๊ะ ให้แมทช์กันทุกมุมมองเลยว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่งั้นไม่สวยจริง
ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า จะเก่งหรือไม่เก่งไม่รู้แหละ คุณต้องมีมาสคาร่าเป็นของตัวเองอย่างน้อยก็หนึ่งแท่ง เป็นสูตรที่คุณเลือกแล้วว่าจะช่วยปรับปรุงขนตาคุณให้ดีขึ้นอย่างไร เพิ่มความหนา ต่อความยาว เสริมความงอน หรือว่าเป็นสูตรคอมโบ้ เพิ่มมันทุกอย่างเลย เพราะขนตาจริงหรอมแหรมเหลือใจ แล้วมาสคาร่าสมัยนี้มีมากมายหลายสูตร ทั้งแบบผสมไฟเบอร์ที่ล้างออกยากเย็นแสนเข็ญ จะล้างให้หมดทีขนตาแทบหลุดกว่าจะเอาเศษไฟเบอร์ออกได้ แถมยังต้องระวังหนังตาเหี่ยวอีก เพราะต้องถูต้องเช็ดให้มันออก หัวแปรงรึก็มีทั้งแบบซอกซอนทะลุทะลวง นัยว่าแยงเข้าไปถึงขนตาได้ทุกเส้น กะอีแค่ขนตาเส้นเล็กๆบางๆนี้ คนคิดมาสคาร่าก็ประดิษฐ์สูตรต่างๆออกมาสนองความต้องการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หลังๆนี่การใช้มาสคาร่าเหมือนจะไม่พอเสียแล้ว เพราะพอล้างเครื่องสำอางมันก็หลุดไปหมด ผู้หญิงหลายนางต้องการมากกว่านั้น เลยพากันไปต่อขนตาถาวร ติดไว้กับตาเลย แผ่ฟูเป็นขนนกเลยทีเดียว จะนั่งจะเดิน จะกินจะนอน จะขี้จะเยี่ยว ขนตาก็ยังคงอยู่ยั้งยืนยง โอ้ววว บางนางไปต่อร้านมั่วๆซี้ซั้ว เลยต้องเข้าโรงหมอก็มีนะ หรือแม้แต่ขนตาปลอมแบบติดได้ถอดได้ ก็เป็นที่นิยมกันมากในสมัยนี้ มีให้เลือกจนตาลาย ทั้งแบบธรรมชาติ แบบแฟชั่น หรือแม้แต่แบบแฟนซีเหมือนหลุดมาจากดาวนอกโลกก็มี
หนุ่มๆส่วนมากต้องโกนหนวดโกนเครากันแทบจะทุกวัน ไม่งั้นมันจะงอกออกมารกรุงรัง คนไหนที่มีอัตราการงอกไวหน่อย หากปล่อยไว้สักครึ่งเดือนก็จะงอกออกมายาวซะเหมือนโจรพูโล คนไหนที่หนวดงอกช้า ก็ปล่อยไว้ได้นานหน่อย สักสามสี่วันค่อยจัดการเสียหนึ่งที พวกหนวดดกงอกไวหลายคนที่ฉันรู้จักมักจะประสบปัญหาขี้เกียจโกน เพราะรู้สึกว่าต้องทำประจำ ซ้ำๆซากๆ เป็นที่น่าเบื่อหน่าย หนุ่มรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งมักบอกแก่ฉันและคนรอบตัวประจำว่าจะเก็บเงินไปเลเซอร์เอาหนวดออกให้หมดหน้า จะได้ไม่ต้องโกนอีกต่อไป ในขณะที่แฟนเก่าของฉันอยากไว้หนวดไว้เคราเอาใจฉันแทบแย่ หลังจากที่รู้ว่าฉันชอบใบหน้าของเขาตอนมีหนวดมาก ดูแลหล่อคมบาดใจดีแท้ แต่เค้าก็ไว้หนวดไม่ได้ เพราะหน้าที่การงานบังคับ ช่วงไหนหยุดยาวหน่อยก็ไว้เอาใจฉันเต็มที่ ช่วงไหนกลับไปทำงานก็ต้องโกนกันแทบจะวันเว้นวัน หรือคนบางพวกที่หนวดเคราหรอมแหรมเหลือเกิน กลับอยากมีหนวดเคราดกดำ ไม่รู้ว่าอยากจะมีเพื่อไปประกวดหนวดงามที่ไหนหรือเพราะอยากจะเอามาเสริมบุคลิกให้ดูเข้มขึ้นก็ไม่ทราบได้
นับว่าเป็นการลำบากของผู้หญิงเหมือนกันในการที่จะกำจัดขนส่วนนี้ออกไปให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะโกนหรือถอน สักวันมันก็งอกออกมาได้ใหม่ ถ้าเลือกจะโกน ก็ต้องทำกันบ่อยๆ แถมยังต้องระวังการกระทบกระเทือนอีก เดี๋ยวจั๊กก้าจะดำไม่รู้ตัว ถ้าจะเอาแหนบถอนก็ต้องเล็งกันตาแทบเหล่ จะใช้ครีมขจัดขน ก็ต้องอ้าแขนรอจนเมื่อยเลย กว่าครีมจะกัดขนหลุด แว็กซ์เป็นทางเลือกที่ดี เพราะขนหลุดออกทั้งราก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บ เลเซอร์รึก็อีก ใช่ว่าจะไม่เจ็บนะ เจ็บเหมือนกัน แถมต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ด้วย และก็ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจะได้เลย ต้องหมั่นไปทำห้าหกครั้งขึ้นไปโน่น ถึงจะกำจัดขนอันไม่ถึงปรารถนาออกไปได้สิ้นซาก
ท่ามกลางกระแสข่าวลือหรือข่าวจริงก็ไม่ทราบได้ว่า สาวจีนส่วนมากไม่นิยมกำจัดขนรักแร้กันสักเท่าไหร่ กลับมีหนุ่มแท้ๆในจำนวนที่มากขึ้นที่รู้สึกไม่ค่อยชอบที่จะเก็บขนรักแร้ของตัวเองเอาไว้ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ปกติก็เคยเห็นแต่นักว่ายน้ำที่มักจะเอาออกเพื่อลดแรงต้านใต้น้ำ นัยว่ามีส่วนช่วยให้ว่ายได้เร็วขึ้น ในชีวิตมีผู้ชายที่ฉันรู้จักสองคนแล้วที่เอ่ยปากบอกกันฉันว่าเขาโกนขนรักแร้ออกเพราะไม่ชอบ หนุ่มคนแรกเป็นกิ๊กเก่าฉันเอง เขาบอกว่ามีขนรักแร้แล้วรู้สึกว่าสกปรก และถ้าไม่เอาออกจะทำให้เป็นที่สะสมของกลิ่นตัว หนุ่มคนถัดมาคือแฟนเก่าฉัน เขาบอกว่าหาสาเหตุไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบ ไม่ได้กังวลเรื่องกลิ่นตัวด้วย แค่รู้สึกว่าไม่มีแล้วจะดีกว่า ... ก็ว่ากันไป
สำหรับตอนนี้ต้องขอพักกันก่อนกับเรื่องขนๆ ไว้คราวหน้าฉันจะมาเขียนต่อถึงขนในส่วนที่อยู่ล่างลงไปกว่านั้น …
ขนหัว
หรือที่เรียกกันว่าผมนั่นเอง ตั้งเด็กลืมตาดูโลกออกมาเป็นเด็กน้อยวัยแบเบาะ ฉันเชื่อว่าพ่อแม่นับล้านทั่วโลก หลายยุคหลายสมัย มีความกังวลว่าขนบนกบาลของลูกหลานอันเป็นที่รักยิ่งนั้น จะไม่งอก ไม่ดกดำเท่าลูกคนอื่นๆ ไม่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายายคนไหน อยากทนเห็นลูกหลานตัวเองเป็นอิเด็กหัวโกร๋น ไร้ผมปกคลุมศีรษะแบบนั้น ต่างก็สรรหาวิธีการมาเพื่อช่วยกระตุ้นให้มันงอกงามดกดำดี
พอเด็กเริ่มโต ถึงวัยเข้าโรงเรียนได้ ก็พอที่จะหมดปัญหายุ่งๆกับผมบนกบาลน้อยๆไปได้บ้าง หากว่าเด็กคนนั้นเกิดในประเทศสารขัณฑ์ละ เอาละสิ ปัญหาเกิด เด็กผู้ชายต้องไถเกรียน เด็กผู้หญิงต้องตัดบ็อบความยาวไม่เกินติ่งหู ในขณะที่เด็กที่อื่นๆเกือบทั่วโลกก็ว่าได้ มีสิทธิ์เลือกทรงผมบนกบาลตัวเองหรือแม้แต่ผู้ปกครองจะเป็นคนเลือกให้เด็กเองก็ตามในการไปโรงเรียนในแต่ละวัน แต่ที่ประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้หมดสิทธิ์ หลายโรงเรียนห้ามเด็กผู้หญิงไว้ผมยาว โรงเรียนไหนที่ยอมให้ไว้ผมยาวได้ ก็จะจำกัดไว้ว่าถักเปียได้กี่แบบ ผูกริบบิ้นได้กี่สี บางชั้นปีให้ผูกสีเดียวกันทุกคนด้วยนะ อุแม่เจ้า โรงเรียนช่างวุ่นวายกับกบาลเด็กเสียจริง เด็กนักเรียนหญิงหลายคนชอบแอบไปซอยผม ทำทรงผมผิดระเบียบกันตอนปิดเทอม เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการถูกริดรอนเสรีภาพทางกบาลเมื่อยามเปิดเทอม จนเมื่อเทอมใหม่เวียนมาบรรจบอีกครา ก็ต้องรีบแจ้นไปแก้ทรงให้มันหายผิดระเบียบ เพราะครูจะตรวจผม
สำหรับหนุ่มสาวที่โตเต็มวัยก็มีสิทธิ์เลือกทรงผมให้กับตัวเองได้ตามใจ หลายคนก็มักจะประสบปัญหาไม่พอใจสภาพผมที่ติดตัวมาตั้งกำเนิด ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันเกิดมาพร้อมกับผมหยักศกเส้นค่อนข้างใหญ่ที่ได้มาจากพ่อ ว่ากันตามจริงฉันไม่ได้รังเกียจผมหยักศกด้วยตัวของมันเอง หากแต่ว่าทรงผมสไตล์ที่ฉันชอบ มักจะเป็นทรงผมที่เหมาะกับสภาพผมตรงและเส้นเล็กมากกว่า ทำให้ฉันไม่สามารถมีทรงผมในแบบที่ต้องการได้ หรือถึงมีได้ก็สวยแค่วันเดียวที่ก้าวเท้าออกมาจากซาลอน สิ่งนี้ทำให้ฉันมีความอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างมาก อยากจะมีผมตรงเหมือนชาวบ้านเขา หนุ่มสาวชาวผมหยักศกล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการยืดผมให้ตรง เราต่างก็สรรหาอุปกรณ์สารพัดมาช่วยในการจัดแต่งทรง ไม่ว่าจะไดร์ ที่หนีบผม ไม่ว่าจากแบรนด์ราคาแพงเรือนพัน หรืออันละ 199 หน้าราม หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่ใครว่ากันว่าดี เราก็ต้องหามาลองกับกบาลเราให้จงได้ รวมทั้งการยืดผมถาวรที่แห่กันไปทำทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะหวังว่าสักวันผมเราจะตรงสลวยสวยเก๋เหมือนอย่างชาวบ้านเขามั่ง และคำที่บาดใจชาวผมหยักศกอย่างแรง จัดว่าเป็นคำไม่สุภาพก็คือ การที่ใครเรียกเราว่าเป็นคนผมหยิก ผมกูไม่ได้หยิกว้อย เค้าเรียกหยักศก ไม่เคยเรียนหรือไง สอก แต่ในขณะที่ชาวบ้านที่มีผมตรงแด่ว ตรงจนทื่อ จนดูลีบไปทั้งหัวกลับอยากดัดผมให้มันหยิก ทรงพอลล่า ทรงปาล์มมี่ ที่ดูมีลอนสวยเป็นธรรมชาติก็ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว ไหนจะลอนคลายๆนุ่มฟูดูเกาหลีโนะเนะนั่นอีก
นอกจากเรื่องความหยิกความตรงแล้ว สีก็เป็นส่วนสำคัญ เมื่อผมสีบลอนด์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโง่เง่าไร้สมอง ทำให้สาวฝรั่งที่มีผมสีนี้มาตั้งแต่กำเนิดแห่กันไปย้อมสีผมให้กลายเป็นสีบรูเนทท์หรือแม้แต่สีโค้ก สีขี้เถ้าหรือสีอะไรอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสีผมเดิมให้ต้องตกเป็นขี้ปากว่าสวยแต่โง่ ในขณะที่สาวไทยและสาวยุ่นส่วนมากกลับชอบนักหนาผมสีบลอนด์ทองเนี่ย ทำกันให้เกร่อไปทั้งบ้านทั้งเมือง รวมทั้งฉันนี่ก็ด้วย นี่ยังไม่พูดถึงสีผมที่ผิดธรรมชาติต่างๆอีกนะ ชมพู ฟ้า เขียว แดง ส้ม ม่วงที่สรรหามาทำกันตามแฟชั่นแบบหลุดโลก เรียกว่าทุกสรรพสีที่มีบนโลกก็สามารถกลายมาเป็นสีผมบนหัวเราได้แล้ววันนี้ อะ และที่ลืมไปไม่ได้ คือเรื่องการปิดผมหงอกผมขาวของคนที่มีผมขาวก่อนวัยหรือตามวัยก็แล้วแต่ ที่จะย้อมปกปิดมันเอาไว้ไม่ให้ผมสีดอกเลาโผล่มาฟ้องอายุให้ได้อาย หรือบางคนขี้เกียจย้อม เขาก็มีบริการรับถอนผมหงอกผมขาวด้วยนะ ฉันเคยเห็นเขามาตั้งโต๊ะนั่งถอนหงอกกันที่สหกรณ์พระนครแถวซอยอารีย์ เรียกว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทาง ฮ่าๆ
เรื่องสีและเท็กซ์เจอร์ผ่านไป มีคนอีกกลุ่มนึงที่อาจจะไม่สนสีผมหรือไม่แคร์ว่ามันจะหยิก จะหยัก จะตรงหรืองอประการใด ขอแค่เพียงกูมีผมเท่านั้นเป็นพอใจ นั่นก็คือคนผมน้อย คนหัวล้าน หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก คนกลุ่มนี้เสียเงินไปมากมายกับทั้งวิทยาการระดับโลกของศูนย์ฟื้นฟูเส้นผม หรือแม้แต่ยาภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือยาผีบอกอะไรก็ตาม เพียงเพื่อที่จะกลับมามีผมดกดำเหมือนอย่างที่เคย บางคนพยายามแล้วพยายามเล่าจนอ่อนใจ สุดท้ายก็หันหน้าเข้าหาวิก ซึ่งสมัยนี้ก็มีวิกมากมายหลายทรงให้เลือก ทรงเรียบๆ ทรงแฟชั่นคนดัง เช่น ทรงฟาร่าห์ ทรงหล่อเกาหลี และทรงอะไรๆอีกเยอะแยะ รวมทั้งสีก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน วิกเหล่านี้สวยงามบาดใจ ราคาก็ไม่แพงเกินจะรับได้ จนถึงขนาดที่คนที่มีผมเต็มหัวดีๆก็นิยมซื้อหากันมาใช้ เพื่อเปลี่ยนทรง เปลี่ยนบรรยากาศกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับผมจริง แต่ก็ต้องระวัง หากใส่วิกเป็นเวลานานเกินไปหรือเลือกวิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เสี่ยงที่จะทำให้ผมร่วง จนกลายเป็นต้องมาพึ่งวิกทุกวันอย่างถาวรเลยก็ได้ กร๊ากกก
ขนคิ้ว
คงไม่ต่างอะไรจากเส้นผม พ่อแม่ชาวเอเชียส่วนมากกลัวกันเหลือเกินว่าทารกน้อยๆของตนจะโตมาคิ้วบาง พ่อแม่คนไทยเลยชอบเอาดอกอัญชันมาทาถูๆคิ้วลูกน้อยอยู่นั่นแหละ ด้วยหวังว่าสักวันมันจะงอกออกมาดกดำมันขลับงามเหมือนขนกาน้ำ นับว่าเป็นการนำเอาสมุนไพรและภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ได้ดีแท้ น่าสนับสนุนเมื่อโตกันเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังต้องวุ่นวายกันคิ้ว ใครที่คิ้วหนาจนรก ก็ต้องไปกันไปเล็มให้มันเข้ารูปเข้าทรง รับกับใบหน้า หนุ่มญี่ปุ่นรุ่นใหม่ส่วนมากก็กันคิ้วทั้งนั้น แต่สำหรับหนุ่มชาติอื่นยังไม่ได้รับรายงาน สาวๆบางคนก็ไปแว็กซ์คิ้วกับผู้เชี่ยวชาญ หรือไปให้เคาน์เตอร์เครื่องสำอางกันคิ้วให้เพื่อเป็นแนวทาง นับว่าดูดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว กะอีแค่ขนไม่กี่กระหย่อมใต้หน้าผากเหนือลูกกะตาคนเรานี่ ส่วนคนที่ไม่มีคิ้ว ก็แห่กันไปสักคิ้วถาร เพื่อจะได้มีคิ้วกับเขาบ้าง ซึ่งก็ยิ่งต้องระวังให้ดี หากไปสักกับร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะเสี่ยงติดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว ติดได้แม้กระทั่งเอดส์เลยนะขอบอก
แล้วสีของคิ้วก็ต้องสอดรับกับสีผมนะจ๊ะ เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีคิ้วออกมาเยอะมาก ทั้งมาสคาร่า ทั้งน้ำยาย้อมแบบที่ใช้ย้อมผม หรือแม้แต่การไปย้อมที่บิวตี้ซาลอนก็ตาม เรียกว่าต้องเอาให้เป๊ะ ให้แมทช์กันทุกมุมมองเลยว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่งั้นไม่สวยจริง
ขนตา
คนไทยเรามีคำพังเพยที่ว่า ผิวพม่า นัยน์ตาแขก เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมาช้านานว่า ตาแบบแขกนี่ละ คือตาที่สวยที่สุด ตาโต ขาตาเยอะ ดกดำ และงอนสวย และดูเหมือนว่าค่านิยมนี้เหมือนจะแพร่กระจายไปทั่วโลกเลยด้วย ทำให้สาวที่อัตคัตขนตา ต่างดิ้นรนหาวิธีที่จะทำให้ขนตาดูงอนงาม เป็นแพหนาขึ้นมาได้ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า จะเก่งหรือไม่เก่งไม่รู้แหละ คุณต้องมีมาสคาร่าเป็นของตัวเองอย่างน้อยก็หนึ่งแท่ง เป็นสูตรที่คุณเลือกแล้วว่าจะช่วยปรับปรุงขนตาคุณให้ดีขึ้นอย่างไร เพิ่มความหนา ต่อความยาว เสริมความงอน หรือว่าเป็นสูตรคอมโบ้ เพิ่มมันทุกอย่างเลย เพราะขนตาจริงหรอมแหรมเหลือใจ แล้วมาสคาร่าสมัยนี้มีมากมายหลายสูตร ทั้งแบบผสมไฟเบอร์ที่ล้างออกยากเย็นแสนเข็ญ จะล้างให้หมดทีขนตาแทบหลุดกว่าจะเอาเศษไฟเบอร์ออกได้ แถมยังต้องระวังหนังตาเหี่ยวอีก เพราะต้องถูต้องเช็ดให้มันออก หัวแปรงรึก็มีทั้งแบบซอกซอนทะลุทะลวง นัยว่าแยงเข้าไปถึงขนตาได้ทุกเส้น กะอีแค่ขนตาเส้นเล็กๆบางๆนี้ คนคิดมาสคาร่าก็ประดิษฐ์สูตรต่างๆออกมาสนองความต้องการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน
หลังๆนี่การใช้มาสคาร่าเหมือนจะไม่พอเสียแล้ว เพราะพอล้างเครื่องสำอางมันก็หลุดไปหมด ผู้หญิงหลายนางต้องการมากกว่านั้น เลยพากันไปต่อขนตาถาวร ติดไว้กับตาเลย แผ่ฟูเป็นขนนกเลยทีเดียว จะนั่งจะเดิน จะกินจะนอน จะขี้จะเยี่ยว ขนตาก็ยังคงอยู่ยั้งยืนยง โอ้ววว บางนางไปต่อร้านมั่วๆซี้ซั้ว เลยต้องเข้าโรงหมอก็มีนะ หรือแม้แต่ขนตาปลอมแบบติดได้ถอดได้ ก็เป็นที่นิยมกันมากในสมัยนี้ มีให้เลือกจนตาลาย ทั้งแบบธรรมชาติ แบบแฟชั่น หรือแม้แต่แบบแฟนซีเหมือนหลุดมาจากดาวนอกโลกก็มี
ขนหน้า
พูดแบบนี้แล้วอาจจะงง ว่าคนนะไม่ใช่แมว จะได้มีขนตามใบหน้าได้ด้วย ฉันหมายถึงหนวดถึงเคราจ้ะ สำหรับผู้หญิงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่กับเรื่องหนวดเครา เพราะเราไม่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือถ้าใครมีก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้ตัวเองได้อีกทาง โดยการไปออกละครสัตว์หรืองานวัดภูเขาทอง ผู้หญิงเราอาจจะมีก็แค่ขนอ่อนๆที่ขึ้นทั่วไปสังเกตได้ไม่ชัด แต่ถึงกระนั้นสาวๆบางคนที่ต้องการความเรียบเนียนเป็นพิเศษก็ไปทำหมั่งหมิงหรือการใช้เส้นด้ายถอนขนบนใบหน้า เพื่อให้หน้าเรียบเนียนยิ่งขึ้น บางคนเชื่อว่าทำแล้วจะแต่งหน้าได้ติดดีมากขึ้นด้วยหนุ่มๆส่วนมากต้องโกนหนวดโกนเครากันแทบจะทุกวัน ไม่งั้นมันจะงอกออกมารกรุงรัง คนไหนที่มีอัตราการงอกไวหน่อย หากปล่อยไว้สักครึ่งเดือนก็จะงอกออกมายาวซะเหมือนโจรพูโล คนไหนที่หนวดงอกช้า ก็ปล่อยไว้ได้นานหน่อย สักสามสี่วันค่อยจัดการเสียหนึ่งที พวกหนวดดกงอกไวหลายคนที่ฉันรู้จักมักจะประสบปัญหาขี้เกียจโกน เพราะรู้สึกว่าต้องทำประจำ ซ้ำๆซากๆ เป็นที่น่าเบื่อหน่าย หนุ่มรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งมักบอกแก่ฉันและคนรอบตัวประจำว่าจะเก็บเงินไปเลเซอร์เอาหนวดออกให้หมดหน้า จะได้ไม่ต้องโกนอีกต่อไป ในขณะที่แฟนเก่าของฉันอยากไว้หนวดไว้เคราเอาใจฉันแทบแย่ หลังจากที่รู้ว่าฉันชอบใบหน้าของเขาตอนมีหนวดมาก ดูแลหล่อคมบาดใจดีแท้ แต่เค้าก็ไว้หนวดไม่ได้ เพราะหน้าที่การงานบังคับ ช่วงไหนหยุดยาวหน่อยก็ไว้เอาใจฉันเต็มที่ ช่วงไหนกลับไปทำงานก็ต้องโกนกันแทบจะวันเว้นวัน หรือคนบางพวกที่หนวดเคราหรอมแหรมเหลือเกิน กลับอยากมีหนวดเคราดกดำ ไม่รู้ว่าอยากจะมีเพื่อไปประกวดหนวดงามที่ไหนหรือเพราะอยากจะเอามาเสริมบุคลิกให้ดูเข้มขึ้นก็ไม่ทราบได้
ขนรักแร้
นับได้ว่าเป็นจุดที่ป็อบปูล่าร์เป็นที่สุดในการจะพูดถึงเรื่องขนๆบนร่างกายมนุษย์เรานี้ สำหรับผู้หญิงเราร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครอยากมีขนรักแร้ให้กวนใจกวนสายตา และก็คงไม่มีมนุษย์เพศชายคนไหนที่จะชอบดูผู้หญิงมีขนรักแร้เช่นกัน ดังนั้นมีดโกน แหนบ แว็กซ์ ครีมขจัดขน เลเซอร์ สารพัดวิธีจึงถูกคิดค้นขึ้นมาในการกำจัดขนส่วนเกินใต้วงแขนนี้ให้อันตรธานหายไปนับว่าเป็นการลำบากของผู้หญิงเหมือนกันในการที่จะกำจัดขนส่วนนี้ออกไปให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะโกนหรือถอน สักวันมันก็งอกออกมาได้ใหม่ ถ้าเลือกจะโกน ก็ต้องทำกันบ่อยๆ แถมยังต้องระวังการกระทบกระเทือนอีก เดี๋ยวจั๊กก้าจะดำไม่รู้ตัว ถ้าจะเอาแหนบถอนก็ต้องเล็งกันตาแทบเหล่ จะใช้ครีมขจัดขน ก็ต้องอ้าแขนรอจนเมื่อยเลย กว่าครีมจะกัดขนหลุด แว็กซ์เป็นทางเลือกที่ดี เพราะขนหลุดออกทั้งราก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บ เลเซอร์รึก็อีก ใช่ว่าจะไม่เจ็บนะ เจ็บเหมือนกัน แถมต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ด้วย และก็ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจะได้เลย ต้องหมั่นไปทำห้าหกครั้งขึ้นไปโน่น ถึงจะกำจัดขนอันไม่ถึงปรารถนาออกไปได้สิ้นซาก
ท่ามกลางกระแสข่าวลือหรือข่าวจริงก็ไม่ทราบได้ว่า สาวจีนส่วนมากไม่นิยมกำจัดขนรักแร้กันสักเท่าไหร่ กลับมีหนุ่มแท้ๆในจำนวนที่มากขึ้นที่รู้สึกไม่ค่อยชอบที่จะเก็บขนรักแร้ของตัวเองเอาไว้ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ปกติก็เคยเห็นแต่นักว่ายน้ำที่มักจะเอาออกเพื่อลดแรงต้านใต้น้ำ นัยว่ามีส่วนช่วยให้ว่ายได้เร็วขึ้น ในชีวิตมีผู้ชายที่ฉันรู้จักสองคนแล้วที่เอ่ยปากบอกกันฉันว่าเขาโกนขนรักแร้ออกเพราะไม่ชอบ หนุ่มคนแรกเป็นกิ๊กเก่าฉันเอง เขาบอกว่ามีขนรักแร้แล้วรู้สึกว่าสกปรก และถ้าไม่เอาออกจะทำให้เป็นที่สะสมของกลิ่นตัว หนุ่มคนถัดมาคือแฟนเก่าฉัน เขาบอกว่าหาสาเหตุไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบ ไม่ได้กังวลเรื่องกลิ่นตัวด้วย แค่รู้สึกว่าไม่มีแล้วจะดีกว่า ... ก็ว่ากันไป
สำหรับตอนนี้ต้องขอพักกันก่อนกับเรื่องขนๆ ไว้คราวหน้าฉันจะมาเขียนต่อถึงขนในส่วนที่อยู่ล่างลงไปกว่านั้น …
Tags:
hair,
hair dye,
hair extension,
hair removal,
permed hair
26.9.13
ภ า ษ า ไ ท ย ใ ช้ ใ ห้ ถู ก
บ่นมาหลายปีดีดักและจะยังคงบ่นกันต่อไป กับอีพวกหลายๆคนที่มีปัญญามีคอมพิวเตอร์ใช้ มีปัญญาจ่ายค่าบริการอินเตอร์เนท หรือติดตามโซเชียลเน็ตเวิร์คนั่นโน่นนี่ แต่กลับไม่มีปัญญาใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ก็ไม่รู้มันยากนักหรือไง โอเค มันอาจจะยากประมาณนึงสำหรับบางคน แต่กับอีกหลายๆคนเราเชื่อว่าเกิดจากความไม่ใส่ใจ
ปกติแล้วเราถือว่าตัวเราเป็นคนหัวสมัยใหม่มากนะและไม่ใช่คนอนุรักษ์นิยมเลย ข้อนี้คนที่สนิทกับเราต่างก็รู้ดีและเห็นด้วย แต่ถ้าจะมีเรื่องใดสักเรื่องในชีวิตที่เราจะหัวโบราณแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกเนี่ยแหละ ครั้งนึงเราเคยถูกเพื่อนสาวคนสนิทเรียกว่า "อิครูประชาบาล" ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเราไปทักมันให้เขียนคำว่า คะ/ค่ะ ให้ถูกต้อง เพราะมันเล่นเขียนเป็น คะ ทุกคำเลย เวลาตอบกระทู้ตามพันทิปเนี่ยแหละ โดยอ้างว่าขี้เกียจใส่ไม้เอกลงไปเพิ่ม เราฟังแล้วเหลืออดเลยบอกมันไปว่า ถ้าเรื่องแค่นี้มึงยังขี้เกียจ กูว่านะมึงลาออกจากงานไปนอนเล่นอยู่บ้านเหอะ งานการที่ทำยากกว่าตั้งเยอะ
และเราจะหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่เห็นใครใช้คำกันไม่ค่อยจะถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไซเบอร์ ยิ่งเราสามารถติดต่อกันได้เร็วเท่าไหร่ ความระมัดระวังในการใช้ภาษาไทยของคนเราก็ยิ่งลดลงพร้อมกับความชุ่ยที่มีมากขึ้น ข้างล่างนี้ เป็นตัวอย่างในการพร่ำบ่นของเราผ่านเฟซบุค ที่เราจะอัพสเตตัสกึ่งระบาย กึ่งสอนไปในตัว
นี่ก็เอาอีก มีปัญญามีเนทมีคอมใช้ แต่สะกดกันไม่ได้ ... กดไลท์ร้อยครั้ง ... ไลท์ = light แปลว่าแสง หรือ น้ำหนักเบา ส่วน ไลค์ = like แปลว่าชอบ ถูกใจ
นี่ก็อีกคำ สักแต่มีปัญญาซื้อมากิน แต่เขียนกันไม่ถูก ... พาเมอซานชีท ... ชีท = sheet คืออะไรที่เป็นแผ่นๆ ส่วน ชีส = cheese คือเนยแข็งแบบต่างๆ
มาส์กหน้า เค้าสะกดกันแบบนี้เฟ้ย ไม่ใช่มาร์ค ... มาร์ค = mark เครื่องหมาย ส่วน มาส์ก = mask ตะหากที่แปลว่าหน้ากาก
บลัชออน เค้าสะกดกันแบบนี้โว้ย ไม่ใช่บรัช มีปัญญาใช้ของแพงๆ แต่ไม่มีปัญญาสะกดคำจากภาษาอังกฤษกันนะคนเรา ... blush (บลัช) = หน้ามีสีเรื่อๆแดงๆ ส่วน brush (บรัช) = แปรง ที่จะเอาไปทาหรือแปรงอะไรก็ช่างเหอะ
อาจจะดูว่าวีน เหวี่ยง หรือเป็นการสะเออะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบไม่เข้าเรื่อง ใครเขาจะสะกดคำยังไง ใช้ภาษายังไงก็เรื่องของเขาสิ แกไปเกี่ยวอะไรด้วย แต่ขอโทษทีเถอะนะ เราขอใช้สิทธิ์ในฐานะเพื่อนร่วมชาติ ที่ไม่อยากเห็นภาษาไทยมันเสื่อมลงไปกว่านี้ ขอทีเถอะ ช่วยสะกดคำกันให้ถูกด้วย ภาษาไม่ใช่เครื่องมือแสดงรสนิยมหรือแสดงความโก้เก๋อินเทรนด์อะไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบยังไง คุณก็ต้องใช้มันให้ถูก กรุณาด้วยเถอะค้าบบบบ
ปกติแล้วเราถือว่าตัวเราเป็นคนหัวสมัยใหม่มากนะและไม่ใช่คนอนุรักษ์นิยมเลย ข้อนี้คนที่สนิทกับเราต่างก็รู้ดีและเห็นด้วย แต่ถ้าจะมีเรื่องใดสักเรื่องในชีวิตที่เราจะหัวโบราณแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกเนี่ยแหละ ครั้งนึงเราเคยถูกเพื่อนสาวคนสนิทเรียกว่า "อิครูประชาบาล" ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเราไปทักมันให้เขียนคำว่า คะ/ค่ะ ให้ถูกต้อง เพราะมันเล่นเขียนเป็น คะ ทุกคำเลย เวลาตอบกระทู้ตามพันทิปเนี่ยแหละ โดยอ้างว่าขี้เกียจใส่ไม้เอกลงไปเพิ่ม เราฟังแล้วเหลืออดเลยบอกมันไปว่า ถ้าเรื่องแค่นี้มึงยังขี้เกียจ กูว่านะมึงลาออกจากงานไปนอนเล่นอยู่บ้านเหอะ งานการที่ทำยากกว่าตั้งเยอะ
และเราจะหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่เห็นใครใช้คำกันไม่ค่อยจะถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไซเบอร์ ยิ่งเราสามารถติดต่อกันได้เร็วเท่าไหร่ ความระมัดระวังในการใช้ภาษาไทยของคนเราก็ยิ่งลดลงพร้อมกับความชุ่ยที่มีมากขึ้น ข้างล่างนี้ เป็นตัวอย่างในการพร่ำบ่นของเราผ่านเฟซบุค ที่เราจะอัพสเตตัสกึ่งระบาย กึ่งสอนไปในตัว
นี่ก็เอาอีก มีปัญญามีเนทมีคอมใช้ แต่สะกดกันไม่ได้ ... กดไลท์ร้อยครั้ง ... ไลท์ = light แปลว่าแสง หรือ น้ำหนักเบา ส่วน ไลค์ = like แปลว่าชอบ ถูกใจ
นี่ก็อีกคำ สักแต่มีปัญญาซื้อมากิน แต่เขียนกันไม่ถูก ... พาเมอซานชีท ... ชีท = sheet คืออะไรที่เป็นแผ่นๆ ส่วน ชีส = cheese คือเนยแข็งแบบต่างๆ
มาส์กหน้า เค้าสะกดกันแบบนี้เฟ้ย ไม่ใช่มาร์ค ... มาร์ค = mark เครื่องหมาย ส่วน มาส์ก = mask ตะหากที่แปลว่าหน้ากาก
บลัชออน เค้าสะกดกันแบบนี้โว้ย ไม่ใช่บรัช มีปัญญาใช้ของแพงๆ แต่ไม่มีปัญญาสะกดคำจากภาษาอังกฤษกันนะคนเรา ... blush (บลัช) = หน้ามีสีเรื่อๆแดงๆ ส่วน brush (บรัช) = แปรง ที่จะเอาไปทาหรือแปรงอะไรก็ช่างเหอะ
อาจจะดูว่าวีน เหวี่ยง หรือเป็นการสะเออะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบไม่เข้าเรื่อง ใครเขาจะสะกดคำยังไง ใช้ภาษายังไงก็เรื่องของเขาสิ แกไปเกี่ยวอะไรด้วย แต่ขอโทษทีเถอะนะ เราขอใช้สิทธิ์ในฐานะเพื่อนร่วมชาติ ที่ไม่อยากเห็นภาษาไทยมันเสื่อมลงไปกว่านี้ ขอทีเถอะ ช่วยสะกดคำกันให้ถูกด้วย ภาษาไม่ใช่เครื่องมือแสดงรสนิยมหรือแสดงความโก้เก๋อินเทรนด์อะไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบยังไง คุณก็ต้องใช้มันให้ถูก กรุณาด้วยเถอะค้าบบบบ
25.9.13
ม นุ ษ ย์ เ ม น ส์
จั่วหัวเรื่องขึ้นมาอย่างนี้ อย่าคิดว่าเรากำลังจะมาให้ความรู้แก่สาวๆเกี่ยวกับอาการ PMS หรือที่เรียกว่า Premenstrual Syndrome หรอกนะ แล้วเราก็ไม่ได้จะมาเมาท์มอยเกี่ยวกับอาการเม้งแหลก วีนแตกใส่คนใกล้ตัวในช่วงนั้นของเดือนด้วย แต่เรามีแคมเปญโฆษณาตัวนึงมาให้ดูกัน ความจริงมันก็เป็นผ้าอนามัยแบบสอดธรรมดาๆนี่ละนะ สาวๆคนไทยอาจจะเคยได้ลองใช้กันมาบ้าง (อาจจะไม่ใช่แบรนด์เดียวกับที่เอามาให้ดูกัน) แต่ค่อนข้างมั่นใจเหลือเกินว่าคงมีไม่กี่คน ที่จะมีโอกาสได้ดูโฆษณาของผลิตภัณฑ์พวกนี้ เพราะอย่างที่ทราบกันดีว่าตลาดผ้าอนามัยแบบสอดในบ้านเรายังไม่แพร่หลาย แถมโฆษณาของผ้าอนามัยแบบแผ่นที่ใครๆก็ใช้กันดาดดื่น ก็ไม่ได้มีอะไรที่สร้างสรรค์แปลกใหม่แต่อย่างใด เอาละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา ไปดูคลิปที่เป็นการเปิดตัวแคมเปญเลยดีกว่า
แคมเปญนี้มีชื่อว่า Mother Nature ของแบรนด์ Tampax คิดว่าสาวๆหลายคนที่พอจะติดตามแบรนด์อะไรของฝรั่งมังค่าก็คงจะพอคุ้นหูกันบ้าง หรือใครที่อยู่ฝั่งอเมริกา หรือยุโรปบางประเทศก็อาจจะเคยลองใช้กันมาแล้ว สิ่งที่เราชอบในแคมเปญนี้ก็คือการใช้สัญลักษณ์ต่างๆมาเปรียบเทียบกับในเรื่องการมีเมนส์ของผู้หญิง ยิ่งไปกว่านั้น ไดอะล็อกของคุณป้าที่รับบทเป็น mother nature ก็แสนจะจี๊ดใจ หรือถึงขั้นกวนโมโหให้อยากเอาเรียวขางามๆนาบไปที่ก้านคอป้าแกสักสองที บทสนทนาเหล่านั้นเป็นอะไรที่เกิดขึ้นจริงในชีวิตของลูกผู้หญิงเราสุดๆ ภาษาที่ใช้ในวิชาการโฆษณาก็จะเรียกว่า slice of life หมายถึงการนำเอาสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวันของกลุ่มเป้าหมายมาใช้ในชิ้นงาน อิอิ ไหนๆก็จบด้านนี้มา ให้ความรู้เค้าซะหน่อย เดี๋ยวเค้าจะหาว่าคืนครูหมด
ตั้งแต่ต้นของตัวโฆษณาก็จะขึ้นบอกไว้เลยว่า your monthly gift from mother nature is a euphemism for your period ซึ่งก็แปลว่า ของขวัญประจำเดือนที่คุณได้รับจาก mother nature คือคำสุภาพของคำว่ารอบเดือน ขึ้นมาแค่นี้ก็น่าสนใจแล้วใช่มั้ย แต่เราว่าถึงไม่ขึ้นไว้ เรื่องราวทั้งหมดมันก็เป็นสัญลักษณ์ที่เข้าใจได้ง่ายมากอยู่แล้วในตัวมันเอง ถ้าฟังภาษาออกหมดน่ะนะ จากนั้นเราจะพบคุณป้าในชุดสีเขียว เดินถือกล่องของขวัญสีแดงอันน้อยผูกโบสีแดงเช่นกัน เดินเกร่ไปมาในเมือง นี่ก็มีสัญลักษณ์อีกแล้ว ชุดสีเขียวสื่อถึงธรรมชาติ กล่องของขวัญสีแดง คงไม่ต้องบอกมั้งว่าหมายถึงอะไร .. หรือแกมีเมนส์ออกมาเป็นสีม่วงไลแลค? คุณป้ากำลังเดินหาเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่จะมอบของขวัญประจำเดือนให้ ป้าแกเดินไปหาสาวๆคนแล้วคนเล่า หลายคนวิ่งหนียังกับหนีอาบังที่มาเก็บหนี้ หรือแม่ชม้อยมาเก็บแชร์ ป้าแกก็วิ่งตามแบบไม่ละความพยายาม แต่สุดท้ายสาวๆทุกคนก็ยอมรับเอากล่องอันไม่พึงปรารถนานั้นไว้โดยดุษณึ
เราว่าจุดที่ทำให้บทบาทของคุณป้าน่าหมั่นไส้ โดยการใช้ไดอะล็อก รวมทั้งการออกเสียงและสีหน้าท่าทาง มีส่วนถ่ายทอดความรู้สึกอันน่าเบื่อ น่าเซ็งในการมีเมนส์ของผู้หญิงเราได้ดีอย่างมาก อย่างเช่นตอนที่สาวคนนึงยืนดูเสื้ออยู่หน้าร้าน คุณป้าแกปรี่เข้ามาพร้อมกล่องอัปปรีย์สีแดง แล้วทักน้องนางคนนั้นว่า จะซื้อเดรสเหรอจ๊ะ เอาเลย สีขาวด้วยนะ มีเลื่อมวิ้งๆอีกตะหาก เราฟังแล้วอยากตบอิป้านี่มาก คนกำลังจะมีเมนส์ เสือกมายืนยุให้กูซื้อชุดสีขาว ตอนถัดมาก็ด้วย สามสาววัยทีนนั่งเรียงหน้ากระดานบนรถไฟฟ้า อิป้าแกนึกสนุกอิท่าไหนไม่ทราบได้ แกเลยสุ่มเลือกสาวน้อยผู้โชคดี เหรอ?! ด้วยวิธีการร้องเล่นที่คล้ายกับ 1 2 3 ปลาฉลามขึ้นบก ของบ้านเรา ไปหยุดที่ใคร คนนั้นซวย แต่อันที่เราจี๊ดที่สุด ถึงกับขั้นอยากฟาดก้านคอก็คือเป็นตอนที่อิป้าถามสาวคนนึงว่า คืนนี้มีแผนจะทำอะไรมั้ย พอสาวเจ้าตอบว่าก็ไม่มี อิป้าแกรีบบอกว่า เออ งั้นหล่อนก็คงไม่ได้มีแล้วละจ้ะ พร้อมกับหัวเราะอย่างเสียจริตแล้วยื่นอีกล่องแดงให้ตามฟอร์ม แล้วบางคนเค้ามากับแฟน กับคู่เดท อิป้านี่ก็ไปเจ๋อยุ่งกับเค้า สื่อเป็นนัยๆว่ามึงอดพากันไปกินตับแน่ละ เพราะกูนี้แหละกำลังจะเอากล่องแดงแสลงใจมาเป็นของขวัญกำนัลแด่มึง ฮ่าๆ สรุปว่าโฆษณาสามารถทำออกมาให้เรารู้หมั่นไส้อิป้า mother nature ได้เป็นอย่างมากเลย
โฆษณาอีกตัวที่ออกตามกันมาก็เก๋ไม่หยอก คราวนี้ใช้คนดังมาร่วมด้วย เลือกเอา Serena Williams นักเทนนิสคนดังมาร่วมแสดง เนื้อหาก็พูดถึงเรื่องเดิมๆ แต่สิ่งที่ทำให้ดูน่าสนใจก็คือการเดินเรื่องที่เลียนแบบการตั้งโต๊ะแถลงข่าวก่อนแข่งขันของนักเทนนิส มีนักข่าว มีช่างภาพมา แล้วแต่ละคนก็จะพูดบลัฟคู่ต่อสู้ของตัว พร้อมกับตัดสลับภาพกับการแข่งในสนาม ที่ Serena สามารถหวดเอาชนะคุณป้า mother nature ไปได้แบบไม่ยากเย็น อะ จะเป็นยังไงลองไปชมกันนะจ๊ะ
ท้ายสุดนี้เราคงไม่มีอะไรจะแนะนำ เอาเป็นว่าอยากให้น้องๆหนูๆวัยเรียน ที่เพิ่งมีเมนส์กันใหม่ๆ อย่าได้อาย เอาผ้าอนามัยทิ้งในห้องน้ำโรงเรียนให้ส้วมตันนะจ๊ะ ฮ่าๆ ออกมาทิ้งข้างนอกเหอะ เพื่อนๆเขาก็มีกัน จะอายไปทำไม วู้ว
24.9.13
j u s t b r e a k t h e i c e
ฉันเชื่อว่าผู้หญิงอย่างเราๆ คงจะมีร้านทำผมเจ้าประจำ ที่ตั้งอยู่ในย่านที่พักอาศัยของตนเองกัน
แทบทุกคน ฉันเองก็มี ร้านทำผมประเภทที่ว่านี้ อาจจะไม่ใช่ร้านที่ใหญ่โตโอ่อ่า มีสไตลิสท์มาก
หน้าหลายตา มีผลิตภัณฑ์ระดับซาลอนไว้บริการแต่อย่างใด แต่มันเป็นแค่เพียงร้านทำผมดาดๆที่
คุณจะพบได้ตามซอกซอยย่านชุมชน ที่คนชั้นกลางอย่างเราๆอาศัยกัน เป็นร้านทำผมหน้าตา
ธรรมดาๆ ที่มีบริการสระไดร์ ตัดซอย อบไอน้ำ ดัด ยืดหรือทำสี รวมไปถึงทำเล็บด้วยยาทาเล็บสี
สะเหล่อๆขวดละไม่กี่สิบบาท กับน้ำยาล้างเล็บที่กลิ่นฉุนเสียดแทงเข้าไปถึงเนื้อเยื่อโพรงจมูก
สนนราคาค่าบริการก็ไม่ได้แพงอะไรมาก เรียกว่าเอากำรี้กำไรแค่พออยู่ได้แบบสบายๆ
ร้านทำผมเจ้าประจำของฉันนี้ ตั้งอยู่ในซอยใหญ่ ใช้เวลาเดินจากบ้านไปแค่ประมาณไม่เกินห้านา
ทีก็ถึง เป็นร้านที่กินเนื้อที่แค่ตึกแถวคูหาเดียวเท่านั้น ร้านมีชื่อว่า ร้านเสริมสวยปู ชื่อที่ถูกตั้งขึ้น
แบบพื้นๆ สื่อความให้เข้าใจง่ายว่าถ้าคุณเหยียบย่างเข้ามาในร้านนี้ คุณคงจะไม่ได้พบกับช่าง
อ็อกเหล็ก พร้อมเปลวไฟเชื่อมที่กระเด็นดังเปรี๊ยะๆ หรือช่างนั่งโป๊วสีรถเป็นแน่ และคุณก็คงจะไม่
ได้พบกับข้าวขาหมูหนังหนามันย่อง ที่กวักมือเรียกเหล่านักชิมน้ำลายสอพวกนั้น เพราะร้านเสริม
สวยปู เป็นร้านทำผมที่บริการทำทุกอย่างเกี่ยวกับหัวกบาลของท่านผู้มีอุปการะคุณ ไม่ว่าจะสระ
ไดร์ ตัด ซอย ยืด ดัด อบไอน้ำ แม้แต่กระทั่งเล็บมือเล็บตีนเขาก็มีบริการแบบเบสิคให้อย่างครบ
ครัน และแน่นอนว่าร้านนี้มีเจ้าของชื่อปู
ถ้าความจำของฉันยังไม่เสื่อมจนเกินไปนัก ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2008 แล้วเห็นจะได้ ก่อนหน้านั้น
ฉันเองไม่ใช่คนที่เรียกได้ว่ามีร้านทำผมประจำหรือช่างประจำ ฉันชอบแวะเวียนไปลองฝีมือช่างที่
นั่นที่นี่อยู่เรื่อย ร้านไหนคนเขาว่าดี ร้านไหนผ่านตา ราคาไม่แพง ฉันก็ชอบไปลองอยู่บ่อยๆ ขนาด
ว่าฉันดัดผมมาตั้ง 5-6 ครั้งแล้ว ก็ยังไม่เคยซ้ำร้านกันเลย แถมช่วงราคาก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยไปถึง
หลักพัน ช่วงปี 2008 นั้นฉันมีทรงผมที่ประจำคือทรงผมดัด แล้วตัดเป็น under cut ข้างใต้ ยามใด
ที่ฉันนึกอยากมีผมตรงสลวยขึ้นมา ฉันก็ได้ร้านเสริมสวยปูนี่แหละเป็นที่พึ่ง พี่ปูเป็นคนที่สระผมฉัน
ได้ถึงใจมาก คือเกาแรงได้ถึงใจพระเดชพระคุณเป็นที่สุด ฉันคงจะเป็นโรคจิตที่ชอบให้คนเกาแรงๆ
เวลาไปสระผมตามร้าน ยิ่งตรงกลางกระหม่อมนะ ฟาดมาเถอะกรงเล็บ ฉันไม่เจ็บหรอก เพราะนั่น
น่ะมันมากทีเดียวละเธอ แถมยังทำหน้าตาเหยเกด้วยความเคลิ้ม จนบางทีคนสระเข้าใจเอาว่าเจ็บ
ด้วยซ้ำ นอกจากนี้พี่ปูก็ยังนำเอาการนวดมาผสมผสานเข้ากับการสระผมด้วย ทำให้รู้สึกสบาย
กบาลอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้ฉันแวะเวียนไปใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง เป็นการคลาย
เครียดอีกทางนึง ที่สนนราคาไม่แพงเลยสำหรับคนเมืองอย่างเราๆ เพียงแค่ 60 บาทเท่านั้น (และ
เชื่อมั้ยว่าเวลาผ่านไปสามปี ราคาขึ้นมาแค่ 20 บาทเท่านั้นเอง) หรือในบางครั้งที่ฉันต้องไปถ่าย
รูปติดบัตรเพื่อแปะเอกสารสำคัญหรือไปงานกลางคืน ร้านพี่ปูก็เป็นที่พึ่งให้ฉันตลอดมา แม้แต่
วันสุดท้ายที่ฉันเหยียบยืนบนแผ่นดินไทย ก่อนที่จะจากลาไกลเพื่อไปโฮบาร์ท เพียงไม่กี่ชม.ก่อน
ขึ้นเครื่อง ฉันก็ยังไปสระเซ็ทส่งท้ายกับพี่เขาเลยนะ แต่ฉันก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเราคงไม่ได้เจอ
กันอีกเป็นหลายปี ฉันได้แต่เก็บความใจหายเอาไว้เพียงในใจ
จนเมื่อเดือนธันวาปี 2011 ฉันกลับมาไทยแบบถาวร ฉันก็ได้แวะไปสระผมที่ร้านนี้อีก และทันทีที่
ฉันก้าวเข้าร้านไป พี่ปูก็ทักฉันด้วยเสียงเป็นกันเองว่า อ้าว หายไปไหนมาตั้งนานหลายปีเลย นึก
ว่าย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียอีก แค่ฉันก็ตอบไปแบบออมคำว่า ค่ะ ไปอยู่ที่อื่นมา จากนั้นฉันก็เดินลิ่วๆ
ไปด้านในเพื่อสระผมกับลูกจ้าง จนบ่ายวันนี้ ฉันแวะเวียนไปที่ร้านอีกครั้ง เพื่อรับบริการผมไดร์
ตรงสลวยอย่างเคย วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่ร้าน มีเพียงฉันกับพี่ปูเท่านั้น พี่ปูเป็นคนลงมือสระผมให้ฉัน
เอง ในขณะที่ฉันนอนเคลิ้มๆอยู่นั้น ฉันก็มองไปรอบๆร้าน ทันใดนั้นพี่เขาก็คุยกับฉันว่าร้านรกนิด
นึง พอดีจัดบ้านใหม่ ฉันเหลือบไปเห็นนกฝูงนึงที่ติดไว้ที่ฝาผนังซีกซ้ายมือ ฉันนึกอยากรู้ว่ามันทำ
มาจากอะไร ดูเผินๆเหมือนเซรามิคหรือดินเผาอะไรจำพวกนั้น ติดไว้เต็มเป็นฝูงเลย ในขณะที่
ข้างๆเป็นดอกไม้ที่ทำจากโฟมสีแปร๋นแผ่นบาง อย่างที่มักประดับกันตามชั้นเรียนของเด็กเล็ก มี
อะไรหลายอย่างอยู่ในใจมากมาย ที่อยากจะถาม อยากจะพูด อยากจะบอก แต่ฉันไม่กล้า ทั้งที่
พี่เขาก็ชวนคุยมาก่อนแล้วด้วยซ้ำ
ความจริงก็ตั้งแต่ครั้งก่อนมาแล้ว ที่พี่เขาชวยฉันคุย แต่ฉันไม่คุยตอบ ที่พี่เขาถามว่าฉันหายไป
ไหนมา ฉันไม่กล้าตอบว่าไปเรียนเมืองนอกมา 3 ปี ตอนนั้นมีคนอยู่เยอะ ฉันกลัวว่าใครจะมองว่า
ฉันอวดตัวหรือเปล่านะที่ทำเป็นคุยว่าไปเมืองนอกเมืองนามา หรือฉันก็กลัวว่าถ้ายิ่งเล่าอะไรไป
จะเกิดการซักไม่หยุดจากแขกไม่ได้รับเชิญอีกหลายคน เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ฉันเคยไปดัดผมที่
ซาลอนแห่งนึงไม่ไกลบ้านนัก พอช่างผมรู้ว่าฉันเรียนเกษตรฯ ก็ถามฉันใหญ่ว่าเคยเรียนกับบุ๋ม-
ปนัดดามั้ย และอะไรอีกมากมาย ในใจฉันนึกว่า กูก็รู้แค่ว่าชีเคยเป็นอาจารย์ เคยสอนที่ศรีราชา
แต่จะสอนวิชาอะไร คณะไหน สอนนานมั้ย กี่ปี สอนดีมั้ย กูไม่เคยรู้เลย เพราะกูเรียนบางเขนไม่ได้
เรียนที่โน่น แล้วมึงจะมาถามหาสวรรค์วิมานอะไรจากกูนี้เล่า เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ทำให้ฉันไม่ค่อย
กล้าที่จะเริ่มบทสนทนากับใครก่อน หรือแม้แต่ต่อยอดบทสนทนาที่มีคนเกริ่นนำไว้เรียบร้อยแล้ว
ได้แต่ปล่อยให้มันลอยเคว้ง จนหายวับไปเองในอากาศ ปล่อยให้ผนังน้ำแข็งบางๆก่อตัวขึ้นระ
หว่างฉันกับพี่ปู
ฉันคงหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าฉันเป็นคนพูดน้อยมาก ถึงไม่พูดเลย (ถ้าไม่จำเป็น) เมื่อต้องอยู่กับ
คนที่ไม่สนิทไปไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าฉันคงจะต้องพยายามทำอะไรมากขึ้น เพื่อทะลายกำแพงน้ำแข็ง
อันนี้ ให้มันเบาบางลง จนหมดไปได้ในสักวัน ฉันจะลองเริ่มต้นกับใครที่อยู่รอบๆตัวนี่แหละ ไม่ว่า
จะเป็นป้าร้านตามสั่งที่อยู่ถัดไปสามหลัง พี่ร้านมินิมาร์ทที่อพาร์ทเมนท์ฝั่งตรงข้ามบ้าน รวมทั้งพี่ปู
เอง ครั้งหน้าที่ฉันจะแวะไปใช้บริการร้านเสริมสวยปู ฉันคงจะพูดให้มากขึ้น ถามให้มากขึ้น ชวน
คุยให้มากขึ้น เพื่อจะได้ทำลายผนังน้ำแข็งที่กั้นกลางระหว่างพี่ปูกับฉันออกไปเสียที
แทบทุกคน ฉันเองก็มี ร้านทำผมประเภทที่ว่านี้ อาจจะไม่ใช่ร้านที่ใหญ่โตโอ่อ่า มีสไตลิสท์มาก
หน้าหลายตา มีผลิตภัณฑ์ระดับซาลอนไว้บริการแต่อย่างใด แต่มันเป็นแค่เพียงร้านทำผมดาดๆที่
คุณจะพบได้ตามซอกซอยย่านชุมชน ที่คนชั้นกลางอย่างเราๆอาศัยกัน เป็นร้านทำผมหน้าตา
ธรรมดาๆ ที่มีบริการสระไดร์ ตัดซอย อบไอน้ำ ดัด ยืดหรือทำสี รวมไปถึงทำเล็บด้วยยาทาเล็บสี
สะเหล่อๆขวดละไม่กี่สิบบาท กับน้ำยาล้างเล็บที่กลิ่นฉุนเสียดแทงเข้าไปถึงเนื้อเยื่อโพรงจมูก
สนนราคาค่าบริการก็ไม่ได้แพงอะไรมาก เรียกว่าเอากำรี้กำไรแค่พออยู่ได้แบบสบายๆ
ร้านทำผมเจ้าประจำของฉันนี้ ตั้งอยู่ในซอยใหญ่ ใช้เวลาเดินจากบ้านไปแค่ประมาณไม่เกินห้านา
ทีก็ถึง เป็นร้านที่กินเนื้อที่แค่ตึกแถวคูหาเดียวเท่านั้น ร้านมีชื่อว่า ร้านเสริมสวยปู ชื่อที่ถูกตั้งขึ้น
แบบพื้นๆ สื่อความให้เข้าใจง่ายว่าถ้าคุณเหยียบย่างเข้ามาในร้านนี้ คุณคงจะไม่ได้พบกับช่าง
อ็อกเหล็ก พร้อมเปลวไฟเชื่อมที่กระเด็นดังเปรี๊ยะๆ หรือช่างนั่งโป๊วสีรถเป็นแน่ และคุณก็คงจะไม่
ได้พบกับข้าวขาหมูหนังหนามันย่อง ที่กวักมือเรียกเหล่านักชิมน้ำลายสอพวกนั้น เพราะร้านเสริม
สวยปู เป็นร้านทำผมที่บริการทำทุกอย่างเกี่ยวกับหัวกบาลของท่านผู้มีอุปการะคุณ ไม่ว่าจะสระ
ไดร์ ตัด ซอย ยืด ดัด อบไอน้ำ แม้แต่กระทั่งเล็บมือเล็บตีนเขาก็มีบริการแบบเบสิคให้อย่างครบ
ครัน และแน่นอนว่าร้านนี้มีเจ้าของชื่อปู
ถ้าความจำของฉันยังไม่เสื่อมจนเกินไปนัก ร้านนี้เปิดมาตั้งแต่ปี 2008 แล้วเห็นจะได้ ก่อนหน้านั้น
ฉันเองไม่ใช่คนที่เรียกได้ว่ามีร้านทำผมประจำหรือช่างประจำ ฉันชอบแวะเวียนไปลองฝีมือช่างที่
นั่นที่นี่อยู่เรื่อย ร้านไหนคนเขาว่าดี ร้านไหนผ่านตา ราคาไม่แพง ฉันก็ชอบไปลองอยู่บ่อยๆ ขนาด
ว่าฉันดัดผมมาตั้ง 5-6 ครั้งแล้ว ก็ยังไม่เคยซ้ำร้านกันเลย แถมช่วงราคาก็มีตั้งแต่ไม่กี่ร้อยไปถึง
หลักพัน ช่วงปี 2008 นั้นฉันมีทรงผมที่ประจำคือทรงผมดัด แล้วตัดเป็น under cut ข้างใต้ ยามใด
ที่ฉันนึกอยากมีผมตรงสลวยขึ้นมา ฉันก็ได้ร้านเสริมสวยปูนี่แหละเป็นที่พึ่ง พี่ปูเป็นคนที่สระผมฉัน
ได้ถึงใจมาก คือเกาแรงได้ถึงใจพระเดชพระคุณเป็นที่สุด ฉันคงจะเป็นโรคจิตที่ชอบให้คนเกาแรงๆ
เวลาไปสระผมตามร้าน ยิ่งตรงกลางกระหม่อมนะ ฟาดมาเถอะกรงเล็บ ฉันไม่เจ็บหรอก เพราะนั่น
น่ะมันมากทีเดียวละเธอ แถมยังทำหน้าตาเหยเกด้วยความเคลิ้ม จนบางทีคนสระเข้าใจเอาว่าเจ็บ
ด้วยซ้ำ นอกจากนี้พี่ปูก็ยังนำเอาการนวดมาผสมผสานเข้ากับการสระผมด้วย ทำให้รู้สึกสบาย
กบาลอย่างไม่น่าเชื่อ ทั้งหมดนี้เป็นสาเหตุให้ฉันแวะเวียนไปใช้บริการอยู่บ่อยครั้ง เป็นการคลาย
เครียดอีกทางนึง ที่สนนราคาไม่แพงเลยสำหรับคนเมืองอย่างเราๆ เพียงแค่ 60 บาทเท่านั้น (และ
เชื่อมั้ยว่าเวลาผ่านไปสามปี ราคาขึ้นมาแค่ 20 บาทเท่านั้นเอง) หรือในบางครั้งที่ฉันต้องไปถ่าย
รูปติดบัตรเพื่อแปะเอกสารสำคัญหรือไปงานกลางคืน ร้านพี่ปูก็เป็นที่พึ่งให้ฉันตลอดมา แม้แต่
วันสุดท้ายที่ฉันเหยียบยืนบนแผ่นดินไทย ก่อนที่จะจากลาไกลเพื่อไปโฮบาร์ท เพียงไม่กี่ชม.ก่อน
ขึ้นเครื่อง ฉันก็ยังไปสระเซ็ทส่งท้ายกับพี่เขาเลยนะ แต่ฉันก็ไม่ได้บอกหรอกนะว่าเราคงไม่ได้เจอ
กันอีกเป็นหลายปี ฉันได้แต่เก็บความใจหายเอาไว้เพียงในใจ
จนเมื่อเดือนธันวาปี 2011 ฉันกลับมาไทยแบบถาวร ฉันก็ได้แวะไปสระผมที่ร้านนี้อีก และทันทีที่
ฉันก้าวเข้าร้านไป พี่ปูก็ทักฉันด้วยเสียงเป็นกันเองว่า อ้าว หายไปไหนมาตั้งนานหลายปีเลย นึก
ว่าย้ายไปอยู่ที่อื่นเสียอีก แค่ฉันก็ตอบไปแบบออมคำว่า ค่ะ ไปอยู่ที่อื่นมา จากนั้นฉันก็เดินลิ่วๆ
ไปด้านในเพื่อสระผมกับลูกจ้าง จนบ่ายวันนี้ ฉันแวะเวียนไปที่ร้านอีกครั้ง เพื่อรับบริการผมไดร์
ตรงสลวยอย่างเคย วันนี้ไม่มีใครอยู่ที่ร้าน มีเพียงฉันกับพี่ปูเท่านั้น พี่ปูเป็นคนลงมือสระผมให้ฉัน
เอง ในขณะที่ฉันนอนเคลิ้มๆอยู่นั้น ฉันก็มองไปรอบๆร้าน ทันใดนั้นพี่เขาก็คุยกับฉันว่าร้านรกนิด
นึง พอดีจัดบ้านใหม่ ฉันเหลือบไปเห็นนกฝูงนึงที่ติดไว้ที่ฝาผนังซีกซ้ายมือ ฉันนึกอยากรู้ว่ามันทำ
มาจากอะไร ดูเผินๆเหมือนเซรามิคหรือดินเผาอะไรจำพวกนั้น ติดไว้เต็มเป็นฝูงเลย ในขณะที่
ข้างๆเป็นดอกไม้ที่ทำจากโฟมสีแปร๋นแผ่นบาง อย่างที่มักประดับกันตามชั้นเรียนของเด็กเล็ก มี
อะไรหลายอย่างอยู่ในใจมากมาย ที่อยากจะถาม อยากจะพูด อยากจะบอก แต่ฉันไม่กล้า ทั้งที่
พี่เขาก็ชวนคุยมาก่อนแล้วด้วยซ้ำ
ความจริงก็ตั้งแต่ครั้งก่อนมาแล้ว ที่พี่เขาชวยฉันคุย แต่ฉันไม่คุยตอบ ที่พี่เขาถามว่าฉันหายไป
ไหนมา ฉันไม่กล้าตอบว่าไปเรียนเมืองนอกมา 3 ปี ตอนนั้นมีคนอยู่เยอะ ฉันกลัวว่าใครจะมองว่า
ฉันอวดตัวหรือเปล่านะที่ทำเป็นคุยว่าไปเมืองนอกเมืองนามา หรือฉันก็กลัวว่าถ้ายิ่งเล่าอะไรไป
จะเกิดการซักไม่หยุดจากแขกไม่ได้รับเชิญอีกหลายคน เหมือนกับครั้งหนึ่งที่ฉันเคยไปดัดผมที่
ซาลอนแห่งนึงไม่ไกลบ้านนัก พอช่างผมรู้ว่าฉันเรียนเกษตรฯ ก็ถามฉันใหญ่ว่าเคยเรียนกับบุ๋ม-
ปนัดดามั้ย และอะไรอีกมากมาย ในใจฉันนึกว่า กูก็รู้แค่ว่าชีเคยเป็นอาจารย์ เคยสอนที่ศรีราชา
แต่จะสอนวิชาอะไร คณะไหน สอนนานมั้ย กี่ปี สอนดีมั้ย กูไม่เคยรู้เลย เพราะกูเรียนบางเขนไม่ได้
เรียนที่โน่น แล้วมึงจะมาถามหาสวรรค์วิมานอะไรจากกูนี้เล่า เมื่อเป็นดังนี้แล้ว ทำให้ฉันไม่ค่อย
กล้าที่จะเริ่มบทสนทนากับใครก่อน หรือแม้แต่ต่อยอดบทสนทนาที่มีคนเกริ่นนำไว้เรียบร้อยแล้ว
ได้แต่ปล่อยให้มันลอยเคว้ง จนหายวับไปเองในอากาศ ปล่อยให้ผนังน้ำแข็งบางๆก่อตัวขึ้นระ
หว่างฉันกับพี่ปู
ฉันคงหลีกเลี่ยงความจริงที่ว่าฉันเป็นคนพูดน้อยมาก ถึงไม่พูดเลย (ถ้าไม่จำเป็น) เมื่อต้องอยู่กับ
คนที่ไม่สนิทไปไม่ได้ แต่ฉันคิดว่าฉันคงจะต้องพยายามทำอะไรมากขึ้น เพื่อทะลายกำแพงน้ำแข็ง
อันนี้ ให้มันเบาบางลง จนหมดไปได้ในสักวัน ฉันจะลองเริ่มต้นกับใครที่อยู่รอบๆตัวนี่แหละ ไม่ว่า
จะเป็นป้าร้านตามสั่งที่อยู่ถัดไปสามหลัง พี่ร้านมินิมาร์ทที่อพาร์ทเมนท์ฝั่งตรงข้ามบ้าน รวมทั้งพี่ปู
เอง ครั้งหน้าที่ฉันจะแวะไปใช้บริการร้านเสริมสวยปู ฉันคงจะพูดให้มากขึ้น ถามให้มากขึ้น ชวน
คุยให้มากขึ้น เพื่อจะได้ทำลายผนังน้ำแข็งที่กั้นกลางระหว่างพี่ปูกับฉันออกไปเสียที
22.9.13
จ ะ อิ น ดี้ ไ ป ไ ห น ?
ในช่วงเวลากว่าสิบปีที่ผ่านมา มีคำอยู่คำนึงที่กลายเป็นกระแสของสังคมไทย ทั้งในบริบทของวงการเพลง วงการแฟชั่น และแม้แต่ไลฟ์สไตล์ พวกเราเรียกมันว่า "อินดี้" และจนถึงทุกวันนี้ยังเป็นที่ถกเถียงกันในนักฟังเพลงหลายกลุ่มว่าแท้จริงแล้วเพลงอินดี้คืออะไร ต้องมีส่วนประกอบอะไรบ้างถึงจะเข้าข่ายศิลปินอินดี้ การถกกันในหัวข้อนี้ก็มักพบได้บ่อยตามเวบบอร์ดชื่อดังอันดับต้นๆของเมืองไทย
เราคงจะไม่ดูเป็นคนหลงตัวเองจนเกินไป ถ้าจะบอกว่าเคยมีคนหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้คำนิยามเราว่าเป็นคนที่ "อินดี้" คนหนึ่ง หรือใครหลายคนอาจจะเรียกว่า "แนว" หรืออะไรอย่างอื่นๆอีกก็แล้วแต่สะดวกปาก แต่เชื่อมั้ย เรากลับไม่ได้ภูมิใจเลย ที่ได้รับการขนานนามแบบนั้น ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นคำยกย่อง ไม่เคยรู้สึกว่าได้รับคำชม ตรงกันข้าม คำๆนี้กลับทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนที่กำลัง "พยายาม" เกินไปหรือเปล่าในการใช้ชีวิต พูดถึงในบริบทของไลฟ์สไตล์และการเลือกเสพย์ผลงานแขนงต่างๆอะนะ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพยายามอะไรเลย กับสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราฟัง สิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราเป็น แต่คำว่า "อินดี้" ที่คนบางคนตีตราให้เราเนี่ยสิ ทำให้เรารู้สึก ไม่สิ ต้องบอกว่าเราคงรู้สึกไปเองว่าตัวเราพยายามซะเหลือเกินที่จะมาอยู่ในจุดนี้ ที่จะเป็นตัวของเราแบบที่เป็นทุกวันนี้
เป็นตัวเองของเรา เป็นแบบไหนน่ะเหรอ ... ใส่เสื้อยืดตัวละ $5 ที่ไม่เคยรีดเลยตั้งแต่ซื้อมา กับกางเกงยีนสกินนี่ที่เดือนกว่าๆจะซักทีและไม่เคยรีดอีกเช่นกัน (ความจริงตัวที่ใส่อยู่ตอนนี้ก็หมักมาเกินปีครึ่งแล้ว) รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าผ้าดิบ ที่ไม่ได้ใช้เพราะอยากจะช่วยลดโลกร้อนอะไรเลย แต่เพราะมันใช้ง่ายและถูก (ซื้อมา $2) ใส่น้ำหอม Versace แต่งหน้าจัด (เกือบ) เต็มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์ที่บิวตี้บล็อกเกอร์ในอินเตอร์เนทรีวิวไว้ สวมหูฟัง Skullcandy ฟังเพลงจาก iPod ที่มีตั้งแต่สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, บี้ เดอะสตาร์, Arron Carter, Coldplay, Jobim, Ravi Shankar ยันพวกรวมฮิต Buddha Bar อัลบั้มที่ยี่สิบเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แล้วอะไรอีกดีละ ... ในกระเป๋าพกนิยายของ Murakami หรือบางวันก็พกหนังสือประวัติของ Nick Vujicic วันไหนต่อมบ้าเที่ยวกำเริบก็พกหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเสริมแรงบันดาลใจ บางวันขี้เกียจขึ้นมาซะงั้นก็ไม่พกให้หนักกระเป๋า มีก็แต่ลิปมัน ฟิล์มซับหน้า ยาดม กระเป๋าเงิน และแว่นตา ที่โยนๆมันลงไปแบบอีเหละเขละขละ อ้อ บางวันเราใส่คอนแทคเลนส์บิ๊กอายสีเทาด้วยนะ แบรนด์เกาหลีอีกตะหาก ฮ่าๆ
แหล่งที่เราชอบไปเดินชิล แน่นอนว่าต้องเป็นพวกแกลอรี่ศิลปะ ไปดูงานอาร์ทแจ่มๆ แต่หลังจากเลิกล่ะ จะพบตัวเราได้ที่ไหน? คลับเก๋ที่มีดีเจชื่อดังมาเปิดแผ่นนะเหรอ? ไม่เลย .. โอเค อาจจะเป็นบางที แต่หลักๆแล้วคุณจะพบเราได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านท่าน และจะเห็นเราเข็นรถเข็นงกๆดูพวกซีเรียลกับมูสลี ไม่ก็เลือกหาวัตถุดิบไปทำมื้อเย็น พอถึงบ้านก็เข้าครัว กินเสร็จแล้วยังไงต่อ ใช่ เราชอบนั่งชิลจิบเบียร์ แต่ไม่ดูดบุหรี่นะ เรานั่งหน้าคอม เปิดดูละครเก่าย้อนหลัง ดูเรื่องอะไรนะหรอ ทัดดาวบุษยา เวอร์ชั่นกบ-สุวนันท์ใส่วิกปลอมเป็นทอม ร้องเจ้าฮะๆ ชงกาแฟให้เอกรัตน์ สารสุข ... นั่งดูมันอยู่อย่างงั้น ไม่ดึกไม่นอน บางวันก็ทำงานยาวหรือไม่ก็อัพบล็อกจนเพลิน ตอนไหนสำเหนียกได้ว่าสมควรแก่เวลาที่จะอาบน้ำ ก็ถึงจะเสด็จไปลงสรงซะหนึ่งที สระกบาลด้วยแชมพู Inecto Coconut นวดด้วยครีมนวดกล้วยของ The Body Shop อาบน้ำด้วยชาวเวอร์เจลกลิ่นหอมๆจากแบรนด์เดียวกัน บางวันต้องขัดตัวด้วยมะขามแม่แสงดีก่อนนะ ถึงจะอาบได้ อาบน้ำเสร็จสรรพแล้ว ก็ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าสูตรกันสิวของดร.มนตรี โอ้ววว เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ท้ายสุดแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B ที่ทันตแพทย์แนะนำให้ใช้ (ต้องเห็นแค่แผ่นหลังด้วยนะ ไม่รู้หมอฟันพวกนี้หน้ามันเหียกนักหรือไง ถึงไม่กล้าโชว์) คู่กับยาสีฟัน Close Up สูตรฟันขาววิ้งๆ ตบท้ายด้วยน้ำยาบ้วนปาก ... เสร็จกิจในห้องน้ำ มาใส่ชุดนอนแบบเข้าชุดกันของ Wacol ที่พ่อชอบซื้อให้ใส่เพราะมันน่ารัก บางวันก็ใส่โสร่งผู้ชาย made in indonesia กับเสื้อยืดตัวละ $5 แบบที่ชอบซื้อ แล้วก็เข้านอน ... เนี่ยละ ชีวิตแบบหัวมังกุท้ายมังกรของเรา ที่มีใครหลายคนคิดว่ามัน "อินดี้"
และเพราะเราเองไม่ใช่พระเจ้า เราจึงไม่มีอำนาจที่จะไปตัดสินประชาชนอินดี้หน้าไหนได้ ว่าคนไหนอินดี้จริง อินดี้ปลอม แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ ที่มีต่อมขี้เม้าท์ซ่อนอยู่ในตัวลึกๆกันทุกคนแหละ ก็ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ ในทุกครั้งที่เห็นมนุษย์เผ่าอินดี้ ว่าใคร born to be หรือเป็นแค่ wanna be กันแน่
เราคงจะไม่ดูเป็นคนหลงตัวเองจนเกินไป ถ้าจะบอกว่าเคยมีคนหลายคนที่ผ่านเข้ามาในชีวิตให้คำนิยามเราว่าเป็นคนที่ "อินดี้" คนหนึ่ง หรือใครหลายคนอาจจะเรียกว่า "แนว" หรืออะไรอย่างอื่นๆอีกก็แล้วแต่สะดวกปาก แต่เชื่อมั้ย เรากลับไม่ได้ภูมิใจเลย ที่ได้รับการขนานนามแบบนั้น ไม่เคยรู้สึกว่ามันเป็นคำยกย่อง ไม่เคยรู้สึกว่าได้รับคำชม ตรงกันข้าม คำๆนี้กลับทำให้เรารู้สึกว่า เราเป็นคนที่กำลัง "พยายาม" เกินไปหรือเปล่าในการใช้ชีวิต พูดถึงในบริบทของไลฟ์สไตล์และการเลือกเสพย์ผลงานแขนงต่างๆอะนะ เพราะตลอดเวลาที่ผ่านมาเราไม่เคยรู้สึกว่าตัวเองพยายามอะไรเลย กับสิ่งที่เราเลือก สิ่งที่เราฟัง สิ่งที่เราเห็น และสิ่งที่เราเป็น แต่คำว่า "อินดี้" ที่คนบางคนตีตราให้เราเนี่ยสิ ทำให้เรารู้สึก ไม่สิ ต้องบอกว่าเราคงรู้สึกไปเองว่าตัวเราพยายามซะเหลือเกินที่จะมาอยู่ในจุดนี้ ที่จะเป็นตัวของเราแบบที่เป็นทุกวันนี้
เป็นตัวเองของเรา เป็นแบบไหนน่ะเหรอ ... ใส่เสื้อยืดตัวละ $5 ที่ไม่เคยรีดเลยตั้งแต่ซื้อมา กับกางเกงยีนสกินนี่ที่เดือนกว่าๆจะซักทีและไม่เคยรีดอีกเช่นกัน (ความจริงตัวที่ใส่อยู่ตอนนี้ก็หมักมาเกินปีครึ่งแล้ว) รองเท้าผ้าใบ สะพายกระเป๋าผ้าดิบ ที่ไม่ได้ใช้เพราะอยากจะช่วยลดโลกร้อนอะไรเลย แต่เพราะมันใช้ง่ายและถูก (ซื้อมา $2) ใส่น้ำหอม Versace แต่งหน้าจัด (เกือบ) เต็มด้วยเครื่องสำอางแบรนด์ที่บิวตี้บล็อกเกอร์ในอินเตอร์เนทรีวิวไว้ สวมหูฟัง Skullcandy ฟังเพลงจาก iPod ที่มีตั้งแต่สดใส รุ่งโพธิ์ทอง, บี้ เดอะสตาร์, Arron Carter, Coldplay, Jobim, Ravi Shankar ยันพวกรวมฮิต Buddha Bar อัลบั้มที่ยี่สิบเท่าไหร่แล้วก็ไม่รู้ แล้วอะไรอีกดีละ ... ในกระเป๋าพกนิยายของ Murakami หรือบางวันก็พกหนังสือประวัติของ Nick Vujicic วันไหนต่อมบ้าเที่ยวกำเริบก็พกหนังสือเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวเพื่อเสริมแรงบันดาลใจ บางวันขี้เกียจขึ้นมาซะงั้นก็ไม่พกให้หนักกระเป๋า มีก็แต่ลิปมัน ฟิล์มซับหน้า ยาดม กระเป๋าเงิน และแว่นตา ที่โยนๆมันลงไปแบบอีเหละเขละขละ อ้อ บางวันเราใส่คอนแทคเลนส์บิ๊กอายสีเทาด้วยนะ แบรนด์เกาหลีอีกตะหาก ฮ่าๆ
แหล่งที่เราชอบไปเดินชิล แน่นอนว่าต้องเป็นพวกแกลอรี่ศิลปะ ไปดูงานอาร์ทแจ่มๆ แต่หลังจากเลิกล่ะ จะพบตัวเราได้ที่ไหน? คลับเก๋ที่มีดีเจชื่อดังมาเปิดแผ่นนะเหรอ? ไม่เลย .. โอเค อาจจะเป็นบางที แต่หลักๆแล้วคุณจะพบเราได้ที่ซุปเปอร์มาเก็ตใกล้บ้านท่าน และจะเห็นเราเข็นรถเข็นงกๆดูพวกซีเรียลกับมูสลี ไม่ก็เลือกหาวัตถุดิบไปทำมื้อเย็น พอถึงบ้านก็เข้าครัว กินเสร็จแล้วยังไงต่อ ใช่ เราชอบนั่งชิลจิบเบียร์ แต่ไม่ดูดบุหรี่นะ เรานั่งหน้าคอม เปิดดูละครเก่าย้อนหลัง ดูเรื่องอะไรนะหรอ ทัดดาวบุษยา เวอร์ชั่นกบ-สุวนันท์ใส่วิกปลอมเป็นทอม ร้องเจ้าฮะๆ ชงกาแฟให้เอกรัตน์ สารสุข ... นั่งดูมันอยู่อย่างงั้น ไม่ดึกไม่นอน บางวันก็ทำงานยาวหรือไม่ก็อัพบล็อกจนเพลิน ตอนไหนสำเหนียกได้ว่าสมควรแก่เวลาที่จะอาบน้ำ ก็ถึงจะเสด็จไปลงสรงซะหนึ่งที สระกบาลด้วยแชมพู Inecto Coconut นวดด้วยครีมนวดกล้วยของ The Body Shop อาบน้ำด้วยชาวเวอร์เจลกลิ่นหอมๆจากแบรนด์เดียวกัน บางวันต้องขัดตัวด้วยมะขามแม่แสงดีก่อนนะ ถึงจะอาบได้ อาบน้ำเสร็จสรรพแล้ว ก็ล้างหน้าด้วยโฟมล้างหน้าสูตรกันสิวของดร.มนตรี โอ้ววว เรื่องสิวเป็นเรื่องธรรมชาติ ท้ายสุดแปรงฟันด้วยแปรงสีฟันไฟฟ้า Oral-B ที่ทันตแพทย์แนะนำให้ใช้ (ต้องเห็นแค่แผ่นหลังด้วยนะ ไม่รู้หมอฟันพวกนี้หน้ามันเหียกนักหรือไง ถึงไม่กล้าโชว์) คู่กับยาสีฟัน Close Up สูตรฟันขาววิ้งๆ ตบท้ายด้วยน้ำยาบ้วนปาก ... เสร็จกิจในห้องน้ำ มาใส่ชุดนอนแบบเข้าชุดกันของ Wacol ที่พ่อชอบซื้อให้ใส่เพราะมันน่ารัก บางวันก็ใส่โสร่งผู้ชาย made in indonesia กับเสื้อยืดตัวละ $5 แบบที่ชอบซื้อ แล้วก็เข้านอน ... เนี่ยละ ชีวิตแบบหัวมังกุท้ายมังกรของเรา ที่มีใครหลายคนคิดว่ามัน "อินดี้"
และเพราะเราเองไม่ใช่พระเจ้า เราจึงไม่มีอำนาจที่จะไปตัดสินประชาชนอินดี้หน้าไหนได้ ว่าคนไหนอินดี้จริง อินดี้ปลอม แต่ด้วยความเป็นมนุษย์ ที่มีต่อมขี้เม้าท์ซ่อนอยู่ในตัวลึกๆกันทุกคนแหละ ก็ทำให้เราอดสงสัยไม่ได้ ในทุกครั้งที่เห็นมนุษย์เผ่าอินดี้ ว่าใคร born to be หรือเป็นแค่ wanna be กันแน่
Tags:
born to be,
indie,
life,
lifestyle,
wanna be
Subscribe to:
Comments (Atom)



