ฉันเป็นแฟนประจำของ Lonely Planet Magazine Thailand โดยปกติเมื่อฉันได้เล่มล่าสุดมาอยู่ในมือ ฉันก็รีบตะลุยอ่านให้สมกับที่รอคอยมานาน มีอยู่หนนึงมีคอลัมน์หนึ่งนำเสนอเกี่ยวกับร้านอาหารร้านหนึ่งที่น่าสนใจมาก ร้านนี้มีชื่อว่า Dine in the Dark ตั้งอยู่ที่ Ascott Sathorn Bangkok
ชื่อของร้านสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่ารับประทานอาหารในความมืด บทความในคอลัมน์ทำให้ฉันรู้ว่าร้านนี้บริการโดยผู้พิการทางสายตาแทบทั้งสิ้น ผู้คนเหล่านี้เรียกตัวเองว่า ไกด์ พวกเขามีหน้าที่พาแขกหลับตาเดินฝ่าความมืดไปยังโต๊ะอาหาร รวมทั้งมีหน้าที่เสิร์ฟอาหาร อีกทั้งยังคอยแนะนำแขกให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆที่ใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ ตั้งแต่การดมอาหาร การฟังเสียงเพื่อนและเสียงไกด์ การรับรสด้วยลิ้นเพื่อที่จะรู้ว่าอาหารที่ตักเข้าปากไปนั้นคืออะไร และการสัมผัสที่จะบอกได้ว่าช้อนส้อม มีด แก้วน้ำ ถูกวางไว้ตรงไหนบ้าง แค่นี้ก็นับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากแล้ว แต่ยังไม่หมดแค่นั้น คอลัมน์ยังให้รายละเอียดเพิ่มว่าที่ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เลือกสั่งเป็นรายการแบบร้านอาหารทั่วไป แต่เมนูอาหารจะถูกจัดมาเป็นเซ็ทเช่น เซ็ท a เป็นอาหารไทย เซ็ท b เป็นอาหารนานาชาติ เซ็ท c เป็นมังสวิรัติ แบบนี้เป็นต้น ไม่กี่สิ่งที่แขกจะเลือกเองได้ก็คงจะเป็นเครื่องดื่มและรีเควสท์เพิ่มเติมหากมีอาการแพ้อาหารชนิดไหน
เมื่ออ่านจบฉันหลับตาลงและปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น ถ้าฉันไปกินอาหารที่ร้านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ เริ่มแรกฉันคงจะเดินชนนั่นชนนี่สะเปะสะปะไปหมด ถ้วยชามรามไหของที่ร้านคงจะแตกหล่นป่นปี้ไม่มีชิ้นดีและฉันคงต้องควักกระเป๋าเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายเป็นแน่ กินมื้อเดียวอาจจะหมดไปสามพัน ไหนจะเรื่องของอาหารที่ฉันกังวล ด้วยนิสัยชอบเลือกกินของฉันนั่นอีกเล่า (ขอวงเล็บไว้หน่อยเพราะอาจจะมีหลายคนเข้าใจว่าฉันเป็นพวกแดกไม่เลือก) ถ้าเกิดฉันเลือกสั่งชุดอาหารไทยมา แต่ดันมีแกงไตปลา แกงส้ม น้ำพริกกะปิกับผักแกล้ม กุ้งผัดสะตอ หรือแม้แต่ส้มตำ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเบาะๆของอาหารที่ฉันไม่คิดจะกินมันเลย ฉันจะทำยังไง ต้องกล้ำกลืนฝืนกินเข้าไปทั้งอย่างนั้นน่ะเหรอ แค่นึกถึงกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์ของแกงไตปลา ส้มตำ น้ำพริกกะปิ หรือสะตอ ที่จะทิ้งกลิ่นตกค้างไว้ในลมหายใจ ฉันก็รู้สึกแหวะจะแย่แล้ว ไหนยังจะรสชาติที่พิลึกพิลั่นของแกงส้มสำหรับฉันอีก แล้วพวกผักอีกนับประดามีที่กินควบในอาหารไทยที่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย แบบนี้ฉันไม่ควรจะสั่งอาหารไทยสินะ เลือกอาหารนานาชาติคงปลอดภัยกว่า ถึงจะมีผักแต่ฉันว่าฉันชอบกินผักที่อยู่ในอาหารต่างชาติมากกว่าแหละ แล้วถ้าเกิดฉันซุ่มซ่ามทำอาหารหกใส่ชุดสวยของฉันเข้าละ แล้วถ้าเป็นอาหารที่ฉันเกลียดกลิ่นมันด้วย โอย ไม่อยากจะคิดเลย (ความจริงฉันเป็นคนแต่งตัวเรียบง่ายติดจะปอนๆด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ร้านเขาอยู่ในโรงแรมก็อาจจะต้องพิถีพิถันกับการแต่งกายกันหน่อย) … นี่ขนาดแค่จินตนาการเท่านั้นนะ มันยังเตลิดไปไกลถึงเพียงนี้ …
แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่าไหนๆฉันก็ต้องปิดตาแล้วทำไมฉันไม่ลองเปิดใจด้วยล่ะ ถ้าวันใดวันหนึ่งฉันมีโอกาสได้ไปกินอาหารที่ Dine in the Dark มันก็จะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์เสี้ยวนึงของผู้พิการทางสายตา รวมทั้งมันอาจจะเป็นครั้งแรกที่ฉันฝืนกินอาหารที่ฉันไม่ชอบได้จนหมดจาน มันอาจจะเป็นครั้งแรกด้วยเหมือนกันที่ฉันไม่นึกยี่หระที่จะต้องกินอาหารที่มีกลิ่นแรงแม้มันจะแรงถึงขนาดส่งผ่านมาได้ทางลมหายใจ แล้วมันอาจเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ฉันกินผักในอาหารไทยมากที่สุดในชีวิตก็ได้
บางครั้งคนเราอาจจะต้องปิดตาเสียก่อน ใจเราถึงจะเปิดออกมาเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ จากที่ก่อนหน้านี้เราเปิดตา เราเห็นได้ทุกอย่าง เรามีสิทธิ์เลือกทุกอย่างผ่านทางการมองเห็นของเรา เราเลือกที่จะไม่ทำนั่น ไม่เอานี่ เราเลือกที่จะกินอันนั้น ไม่กินอันนี้ เพียงเพราะเราเห็นว่ามันเป็นอย่างไร เราเพียงแค่ใช้สายตาดูและตัดสินมัน และเราก็ทำแบบนี้กับอะไรหลายๆเรื่องในชีวิตเรา ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกกินเท่านั้น เราเลือกที่จะไม่คบคนนั้นหรือคบคนนี้เพียงแค่สิ่งที่เราเห็นจากสายตา หากแต่เราจะปิดตา ใช้หู ใช้ปาก ใช้ใจให้มากขึ้น เราก็อาจจะพบกับอะไรใหม่ๆที่ไม่คาดคิด หรือแม้แต่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งไปเลยก็ได้
หมายเหตุ
ขอบคุณภาพจากเวบไซท์ของทางร้าน




0 comments:
Post a Comment