27.12.13

เ มื่ อ คิ ด ใ ห้ ดี โ ล ก นี้ ป ร ะ ห ล า ด

4 comments


เธอว่ามันแปลกมั้ย ประหลาดดีมั้ยละ

ถึงแม้เราสองคนจะเป็นเพียแค่คนแปลกหน้าในรถไฟชีวิตขบวนนี้
แต่เราทั้งคู่ต่างก็ค้นหาที่ไหนสักที่ .. ที่หมาะสมกับตัวเรา
พวกเราเหมือนต้องตกอยู่ใต้เงาอะไรก็ไม่รู้ .. แต่ก็ไม่ใช่ทุกคนหรอกนะ
มันแปลกก็อีตรงที่เราต่างก็รู้สึกเหมือนเป็นตัวประหลาดนี่แหละ .. เธอว่ามั้ย
การยืนหยัดท่ามกลางปัญหา มันไม่ง่ายเลยใช่มั้ย
เธออยู่ที่เส้นแบ่งสุดท้ายที่จะนำเธอไปสู่ความบ้าคลั่ง และเธอก็ปวดใจ
แม้เธอจะกรีดร้องก้องดังแค่ไหน .. ไม่มีใครได้ยิน
เธอโดดเดี่ยว ท่ามกลางผู้คนที่แสนเย็นชา
แปลกดีนะ .. ที่เราต่างก็เคยคิดว่าเรามันต่างไปจากพวกน่ะ
นั่งอยู่ตรงนั้น เฝ้ารออะไรบางอย่าง .. ได้แต่หวังว่าชะตาชีวิตจะเปลี่ยนไป
ขอแค่ใครสักคนที่เข้าใจ .. ใครสักคนที่คิดเหมือนกัน
การอยู่ในโลกที่ทำอะไรเป็นพิมพ์เดียวกันหมด .. ใครที่ต่างไปนิดหน่อย .. ผิดน่าดูชมเลย
ไม่ได้ดีโดดเด่น แต่ก็ไม่กลมกลืนกับเขา .. ตัวประหลาดชัดๆ
ยังคงรออยู่ที่เดิม คงจะมีอะไรสักอย่างที่ทำให้ชะตาชีวิตเปลี่ยนไป
เฝ้าหาใครสักคนที่เข้าใจ ที่เจอมาเหมือนๆเรา
โลกนี้มันคอยเคี๊ยะคนที่ไม่เข้าพวกอยู่แล้วละ
ในเมื่อเข้ากับเขาไม่ได้ ไม่มีอะไรโดดเด่น (แบบที่คนอื่นเขาพอใจ) .. ก็เป็นแค่ตัวประหลา
มันแปลกดีนะ ที่เราล้วนเคยคิดว่าเราเป็นตัวประหลาด
แปลกอยู่แหละ แปลกจริงๆ กับสิ่งที่เราคิด .. หึหึ
เพราะบางทีเราอาจเป็นตัวประหลาดกันอยู่แล้วก็เป็นได้


ข้อความทั้งหมดด้านบนนี้เป็นบทแปลของฉันที่ถอดความหมายออกมาจากเพลงที่ชื่อว่า Weird ของ Hanson ศิลปินกลุ่มชาวอเมริกันที่โด่งดังในบ้านเราช่วงปลายยุค 90 ถึงสมาชิกของวงจะยังเป็นหนุ่มรุ่นกระเตาะแต่เนื้อหาของเพลงๆนี้ไม่ได้เด็กไปตามอายุเลย หากแต่มันเต็มไปด้วยมุมมองของคนที่ใช้ชีวิตผ่านโลกอันฟอนเฟะนี้มาเยอะ บอบช้ำทางความรู้สึกจากสิ่งแย่ๆที่ได้รับจากเพื่อนร่วมโลกเส็งเคร็งใบนี้มามากมายเหลือคณานับ เป็นเพลงสากลเพลงหนึ่งที่มีความหมายลึกซึ้งที่ฉันชอบมากๆ ถ้าจะมีใครถามถึงเพลงประจำชีวิตของฉัน เพลงนี้ก็จะถูกนับรวมไว้ในลิสท์เป็นลำดับแรกๆเลยทีเดียว

ครั้งแรกที่ฉันเริ่มรู้สึกตัวเองว่าเรามันมีอะไรที่ต่างไปจากพวกน่าจะเป็นตอนที่ฉันอายุ 8 ขวบเห็นจะได้ ตอนนั้นครูประจำชั้นให้เล่นเกมอะไรสักอย่างจำไม่ได้แล้ว ในเกมมีคำถามว่าชอบนักร้องผู้หญิงหรือผู้ชาย มีฉันแค่คนเดียวจากทั้งห้องที่ตอบว่าชอบนักร้องชาย ฉันก็ไม่รู้ว่ามันคือความรู้สึกประเภทที่เรียกว่าคิดไปเองหรือเปล่า แต่ฉันคิดว่าฉันได้รับสายตาแปลกๆจากคนทั้งห้องจ้องมองมาที่ฉัน จนมีความรู้สึกพุ่งขึ้นมาในหัววูบนึงว่านี่เราดูเป็นคนบ้าผู้ชายเหรอ ก็ไม่รู้ว่าคิดแบบนั้นไปได้ยังไง ทั้งๆที่ฉันยังไม่เข้าใจนิยามของคำว่าบ้าผู้ชายได้แจ่มชัดแบบที่คนโตๆแล้วเขาเข้าใจกันด้วยซ้ำ ครั้งต่อมาที่ฉันรู้สึก คงเป็นตอนที่อายุราว 10-11 ขวบที่ฉันบ้าฟังเพลงอย่างหนัก บ้าถึงขั้นที่อ่านรายละเอียดในปกเทปที่มี จดจำได้หมดว่าใครเป็นโพรดิวเซอร์ให้อัลบั้มนี้ของนักร้องคนโปรด ใคนเป็นคนแต่งเนื้อเพลงที่ฉันชอบ ใครเป็นคนแต่งทำนองที่แสนจะติดหูจับใจนั้น ในขณะที่เพื่อนๆของฉันไม่มีใครทำอะไรแบบนี้กันเลย ตอนนั้นฉันคิดว่าอาจจะไม่ใช่เรื่องที่เด็กผู้หญิงเขาทำกัน อาจจะเป็นเด็กผู้ชายก็ได้ที่ดูจะหมกมุ่นในเชิงลึกกับเรื่องเสียงเพลงและดนตรีมากกว่า นั่นคือสิ่งที่ฉันสรุปให้กับตัวเองตามประสาเด็กวัยนั้น

ช่วงที่ฉันรู้สึกอย่างเต็มตัวเต็มใจว่าฉันต่างไปจากพวกคือเมื่ออายุ 14 ฉันดูหนังที่คนเขาไม่ดู ฉันอ่านนิตยาสาร Cosmopolitan และ Cleo ตั้งแต่ตอนนั้น ฉันนั่งอ่านมันทั้งเล่ม เรื่องแฟชั่น เรื่องรัก เรื่องเซ็กซ์และความสัมพันธ์ อ่านประวัติ 50 หนุ่มโสดที่ Cleo จัดประกวดกันทุกปี ระยะเวลาช่วงนั้นฉันเริ่มพบว่าฉันคิดอะไรไม่ค่อยเหมือนคนไทยส่วนมากเขาคิดกัน ทั้งในความเป็นคนไทยทั่วๆไป และในแง่ของความเป็นผู้หญิงไทยที่ดี พูดง่ายๆว่าฉันมีหัวคิดเหมือนคนตะวันตกมากเกินไป มากเสียจนเพื่อนๆของฉันหลายคนก็ยังตกใจ เพื่อนบางคนพูดด้วยความเห็นใจหรืออะไรก็สุดจะทราบได้ว่าถ้าฉันไปเกิดเป็นผู้หญิงอเมริกันสักคน ชีวิตของฉันคงวุ่นวายน้อยกว่านี้เยอะ มีความสุขกว่านี้อีกมาก และมันก็คือความจริง

ตลอดเวลาที่เติบโตมาในชายคาบ้าน ฉันรู้สึกอยู่ตลอดทุกขณะจิตว่าไม่เป็นตัวของตัวเองเลย นั่นเป็นเพราะฉันคิดอะไรไม่เหมือนพวกผู้หลักผู้ใหญ่ในบ้านเขาคิดกัน สิ่งที่ฉันคิด ที่ฉันเป็น และทำ มันเป็นสิ่งที่ผิด เป็นสิ่งไม่ดี เป็นสิ่งอุตริวิตถาร เป็นสิ่งบัดซบจัญไร น่าขายหน้าในสายตาของพวกเขา ทุกๆวันจนบัดนี้ฉันได้แต่เก็บซ่อนความลับพวกนี้แบบมิดเม้ม ซ่อนมันไว้ในซอกลึกของหัวใจตัวเอง เม้มมันไว้ให้ไกลหูไกลตาในเสี้ยวชีวิตที่ฉันสามารถหลีกเร้นตัวเองออกไปจากสายตาพวกเขาได้ หลายๆคนอาจจะเคยรู้ว่าสาเหตุที่ฉันไปเรียนต่อมิใช่เป็นเพราะฉันรักเรียนรักความก้าวหน้าอะไรเลย แต่เพราะมันคือวิธีเดียวที่ฉันจะได้หนีจากโลกที่กักขังฉันจากความเป็นตัวของตัวเอง ได้ไปมีอิสระ ไปใช้ชีวิตในแบบที่ตัวเองอยากใช้ ใช้ชีวิตในแบบที่ผู้หญิงอเมริกันสักคนเขาใช้กันเป็นเรื่องธรรมดา ไม่มีใครที่จะมาชี้หน้าด่าหรือตัดสินเขาได้เลย

ในช่วงเวลาที่ฉันอยู่ที่โน่น ฉันไม่เคยคิดถึงบ้านเลยแม้แต่วันเดียว ย้ำเน้นๆตรงคำว่าบ้านและคำว่าแม้แต่วันเดียว ขีดเส้นใต้สองคำนี้ไว้หนาๆเลย ฉันว่าฉันคิดถึงร้านบุฟเฟ่ท์หมูกระทะหน้ามหาลัย หรือแหล่งช็อปปิ้งสุดโปรดอย่างสวนจตุจักรมากกว่าเสียอีก อาจจะฟังดูเป็นคนใจดำหรือใจร้าย แต่ฉันเพลิดเพลินกับชีวิตที่เป็นตัวของตัวเองอย่างถึงขีดสุดมากๆ เป็นชีวิตในแบบที่การอาศัยอยู่ในบ้านเกิดเมืองนอนให้ฉันไม่ได้ ด้วยสายการเรียนที่ฉันเลือกเรียนต่อแล้ว ฉันรู้ดีว่าคงไม่อาจจะหางานที่ทำให้อยู่ต่อที่นั่นได้โดยง่าย ฉันถึงกับบอกตัวเองว่าต่อให้แค่เป็นพนักงานในแคนทีนมหาลัยที่มีหน้าที่ตักอาหารกลางวันด๊อกๆด๋อยๆแล้วได้อยู่ต่อ ฉันก็จะทำมัน แต่เมื่อถึงเวลาแล้วโอกาสแบบนั้นมันไม่มาถึงฉันก็ต้องกลับมา มาอยู่ตรงนี้ ที่นี่ บ้านเกิดเมืองนอนที่ฉันรู้สึกว่าตัวเองโคตรจะไม่ fit in เอาซะเลย

จากเรื่องราวตัวอย่างและเหตุผลทั้งหมดทั้งหมดที่กล่าวไปข้างต้นนั้นส่งผลให้ฉันเป็นคนที่ค่อนข้างเก็บตัว มีบุคลิกภาพประเภท introvert ซึ่งก็ทำให้คนมองว่าแปลกแยกเข้าไปอีก ก็ในเมื่อฉันไม่ค่อยเจอคนที่เป็นแบบเดียวกับฉัน ชอบอะไรคล้ายกัน มองโลกคล้ายๆกัน แล้วจะให้ฉันไปคบกับคนที่มองว่าสิ่งที่ฉันเป็นมันแย่ มันผิดบาป มันไม่เหมาะสมในสังคมไทยอย่างงั้นเหรอ และถ้าจะให้ฉันยอมเปลี่ยนตัวเองเพื่อให้เข้ากับใครๆเขาได้ ให้เป็นเหมือนคนอื่น ให้มีคนรักคนชอบมากขึ้น ฉันบอกเลยว่าทำไม่ได้และไม่คิดอยากทำด้วยแม้สักเสี้ยววินาที ถ้าจะไม่มีใครรักฉันในตัวตนเนื้อแท้ของฉันแล้ว ก็ช่างโลกนี้แม่งปะไร ให้รู้ไปเลยว่าฉันเป็นฉันแล้วไม่มีใครเอา ไม่มีใครอยากคบค้าสมาคมด้วย ทั้งๆที่ฉันไม่ได้ทำอะไรผิดกฎหมายบ้านเมืองสักข้อนึง ถ้าจะรักจะยอมรับกันก็ต้องยอมรับฉันในแบบที่เป็นฉันเอง ความคิดของฉัน การใช้ชีวิตของฉัน สิ่งที่ฉันคิดฉันชอบฉันรัก ไม่ใช่รักในเปลือกที่เสแสร้งทำขึ้นมาเพื่อให้กลายเป็นที่ยอมรับเหมือนอย่างที่ฉันเห็นคนกว่าครึ่งในสังคมไทยกำลังทำกัน ฉันไม่เคยเข้าใจว่าเขาทนทำในสิ่งเหล่านั้นเข้าไปได้ยังไง เขาเป็น เขาคิด เขาต้องการในสิ่งที่เขาแสดงออกแบบนั้นจริงๆน่ะเหรอ ฉันว่ามนุษย์เราเป็นสิ่งมีชีวิตที่มีความหลากหลายมากนะ แต่ทำไมคนบ้านเราถึงกลับทำอะไรคิดอะไรได้คล้ายๆกันขนาดนั้น ฉันว่ามันไม่ใช่แล้วน่ะ ฉันขอเถียงหัวชนฝาเลยว่าคนพวกนั้นแม่งไม่ได้กำลังเป็นตัวของตัวเองอยู่หรอก และที่น่าสมเพชยิ่งกว่านั้นคือพวกเขาทำอะไรตามๆกันไปเพื่อแสวงหาการยอมรับมากเสียจนไม่รู้แล้วว่าตัวตนที่แท้จริงของตัวเองคือแบบไหนกันแน่ ทำตามๆกันไปจนไม่กล้าแสดงออกถึงความเป็นตัวเองไปแล้ว เพราะกลัวว่าถ้าวันนึงแสดงไปแล้วคนจะไม่ยอมรับเหมือนเก่า จะไม่มีคนรักเหมือนก่อน ฉันเฝ้าถามตัวเองเสมอนะว่าอะไรกันที่ทำให้คนพวกนั้นแคร์กับการเป็นที่ยอมรับหรือที่รักของคนอื่นมากกว่าการได้ใช้ชีวิตอย่างที่ตัวเองต้องการและได้เป็นตัวเองอย่างเต็มที่ วันๆได้แต่ใช้ชีวิตกันไปเหมือนห้อยอยู่ที่ปากชาวบ้าน ไม่ใช่ห้อยอยู่ที่ใจตัวเอง ชีวิตคนพวกนั้นมันต้องคำสาปอาถรรพ์ชนิดไหนกันหนอ ถึงไม่อาจะหลุดพ้นจากวงจรอุบาทว์ของสังคมเส็งเคร็งไปได้

ไม่รู้สิ แต่ฉันคิดว่าสิ่งที่ฉันเป็นแม่งไม่ได้ประหลาดอะไรเลยในสายตาคนครึ่งโลกค่อนโลก แต่ทำไมในบ้านนี้เมืองนี้มันดูเหมือนแปลกประหลาดเสียเต็มประดา ทำไมไอ่การทำอะไรเหมือนๆจนเป็นพิมพ์เดียวกันไปหมดกลับได้รับการยอมรับมากมาย ในขณะที่คนในอีกซีกโลกเขาสมเพชกับอะไรแบบนั้นสิ้นดี ตกลงใครประหลาดกันแน่ คนพวกนั้น ตัวฉัน หรือใคร …?

20.12.13

S t a n d u p , s p e a k o u t !

0 comments
เมื่อสักหนึ่งชั่วโมงที่ผ่านมานี้ฉันพบกับกระทู้นึงในพันทิป เจ้าของกระทู้ตั้งมันขึ้นมาเพื่อแนะนำรายการทีวีจากอเมริการายการนึงที่น่าสนใจมากเอาไว้ รายการที่ว่านี้เป็นรายการประเภทเรียลิตี้ที่ชื่อว่า What Would You Do? คอนเส็ปท์ของรายการมีอยู่ว่า จะนำนักแสดงมาจำนวนนึงและให้พวกเขาเล่นบทบาทสมมติตามสถานการณ์แย่ๆร้ายๆ และตั้งกล้องซ่อนไว้เพื่อจับตาดูปฏิกิริยาของคนที่ผ่านไปผ่านมาหรือคนที่อยู่ใกล้เคียงว่าพวกเขามีปฏิกิริยาอย่างไรบ้างกับเรื่องราวแย่ๆพวกนั้น สถานการณ์การร้ายๆที่ทางรายการนำมาใช้ก็อย่างเช่น ลูกค้าคนข่าวเหยียดผิวแคชเชียร์มุสลิมที่มินิมาร์ท ลูกค้าใจร้ายพูดจาไม่ดีกับพนักงานสูงอายุในซุปเปอร์มาเกต ผัวจะซ้อมเมียกลางร้านอาหาร ลูกค้าแสดงท่าทีรังเกียจเด็กเสิร์ฟสาวประเภทสอง ผู้ชายกำลังพยายามลักพาตัวเด็กผู้หญิง และอื่นๆอีกมากมาย โดยที่ในตอนท้ายเพื่อกันไม่ให้ความเข้าใจผิดลุกลาม ผู้ดำเนินรายการและทีมกล้องจะโผล่ออกมาหาดาราจำเป็นทั้งหลายเพื่อสอบถามถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นและปฏิกิริยาหรือความรู้สึกของเขาที่มีต่อเรื่องบ้าบอพวกนั้น เอาละ เพื่อไม่ให้เป็นการเสียเวลา เราจะนำตัวอย่างคลิปมาให้ดูสัก 2-3 ตอน พร้อมกับบรรยายสิ่งที่เกิดขึ้นในแต่ละตอนไปพร้อมๆกัน

ไอ่หนุ่มคนขาวจอมเหยียดกับแคชเชียร์มุสลิมที่มินิมาร์ท



พ่อคนจอมเหยียดไม่ยอมให้แคชเชียร์จับอาหาร โดยบอกว่าชั้นไม่อยากให้พวกก่อการร้ายมาแตะต้องอาหารของชั้น และยังเที่ยวบอกกับใครต่อใครในร้านว่าพวกนี้คือพวกก่อการร้าย ยังจำเหตุการณ์ 9/11 ได้มั้ยละ พวกนี้ทั้งนั้นที่ทำเรื่อง  ชายผิวดำคนแรกที่ได้ยินทำหน้าเจื่อนๆแต่ก็ไม่ได้ว่าอะไร จนกระทั่งคุณพี่ใส่แว่นเดินไปโวยวายกับไอ่หนุ่มจอมเหยียดตรงๆ ชายผิวดำคนแรกเลยโดดลงมาแจม ว่าสำทับลงไปอีกหลายดอก นอกจากนั้นยังมีผู้หญิงอีกหลายคนที่กล้าต่อปากต่อคำกับเจ้าจอมเหยียดคนนี้ บางคนพยายามอธิบายดีๆแก้ไขความเข้าใจผิด แต่ก็ไร้ผล บางคนถึงกับส่ายหัวด้วยความอ่อนใจในพฤติกรรมอันไม่ถึงประสงค์นั้น แต่ที่เด็ดสุดคือคุณพี่ทหารหาญคนสุดท้ายที่ออกโรงปกป้องความเท่าเทียมกันของมวลมนุษยชาติอย่างเต็มกำลัง น่าปรบมือให้จริงๆ และแล้วกล้องกับพิธีกรก็เข้ามาเฉลย


ลูกค้าใจร้ายกับแคชเชียร์วัยชราที่ซุปเปอร์มาร์เกต



แคชเชียร์วัยสูงอายุที่มีปัญหาติดขัดในการสแกนสินค้ากับเครื่อง ซึ่งแน่นอนว่าเครื่องถูกทางรายการควบคุมให้มันเป็นอย่างนั้น พวกเขาถูกลูกค้าใจร้ายและไร้มารยาทพูดจาเสียดสีและดูถูกอย่างมาก บ้างก็ว่าแก่ๆแบบนี้ไปบ้านพักคนชราได้แล้ว สงสัยเพิ่งเคยใช้คอมพ์เครื่องแรกเลยมั้งเนี่ย หรือไม่ก็นั่งเล่นครอสเวิร์ดอยู่กับบ้านเหมือนปู่ชั้นเหอะ จะมาทำงานบริการทำไมให้มันเป็นปัญหา ลูกค้าต้องการความว่องไวนะ บลาๆๆ ลูกค้าหลายคนทนฟังคนใจร้ายพวกนี้แพล่มไม่ไหว ถึงกับออกโรงเตือนกันไปตรงๆ คุณพี่ผู้หญิงคนสุดท้ายนี่ได้ใจมาก เจ๊แกร่ายยาวซะจนเถียงไม่ออกเลยทีเดียว พูดดีจนถึงขนาดที่บรรดาลูกค้าด้วยกันต้องเดินมาทำ high five เธอเอาใจชั้นไปเลย นัยว่าพูดจากสั่งสอนคนเบื๊อกๆแบบนั้นได้ถึงใจพระเดชพระคุณมาก แม้แต่แม่หนูผมหยอยวัย 6 ขวบก็ยังรู้ว่านี่คือเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร

ผู้ชายกำลังลักพาตัวเด็กหญิง



เด็กหญิงวัยไม่เกิน 8 ขวบกำลังถูกชายคนนึงยื้อยุดฉุดกระชาก ปากของแกก็ร้องว่าใครก็ได้ช่วยหนูด้วย ปล่อยหนูนะ ปล่อย คุณไม่ใช่พ่อหนู แต่อนิจจา เหล่าผู้ใหญ่หลายต่อหลายรายทั้งหญิงและชายต่างเดินผ่านไปโดยไม่ชายตาแลแม้สักนิด บางคนมีเหลือบมองบ้างแต่ไม่กล้าทำอะไร หากแต่ยังมีคู่หูผิวดำผู้ใจดีสังเกตเห็นสิ่งผิดปกตินั้น วิ่งกรูกันเข้าไปที่ชายคนดังกล่าวโดยไว คลิปนี้บอกตรงๆว่าดูแล้วซาบซึ้งใจมาก คนขาวด้วยกันผ่านไปหน้าตาเฉยไม่มีใครเข้าไปช่วยเลย กลับกลายเป็นคนดำด้วยซ้ำที่รีบเข้าชาร์จแบบไม่รอรี ถึงภายนอกจะดำแต่ข้างในช่างผ่องแผ้วนพคุณยิ่งนัก ต้องขอแสดงความนับถือไว้ ณ ที่นี้

จากการดูคลิปไปทั้งหมดเกือบ 10 คลิป ฉันรู้สึกว่าทุกวันนี้คนเราควรจะลุกขึ้นยืนและกล้าพูดถึงสิ่งที่ไม่ถูกต้องออกมาแบบตรงไปตรงมา ไม่นิ่งเฉยดูดายต่อความเดือดร้อนฉิบหายของผู้อื่น ไม่ทำเอาหูไปนาเอาตาไปไร่กับมันโดยที่คิดว่าไม่ใช่ธุระไม่ใช่หน้าที่ของตัวเอง การที่เราเจอว่าอะไรที่เป็นปัญหา มีปัญหาเกิดขึ้นตรงไหน เกิดขึ้นกับใคร แล้วเรายังเพิกเฉยกับมัน ไม่คิดที่จะยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ ก็เท่ากับว่าเราเป็นส่วนหนึ่งของปัญหานั้นเหมือนกัน

ขอให้พวกเราทุกคนมาความกล้าที่จะปกป้องคนที่โดนรังแก มีความกล้าที่จะช่วยเหลือคนที่ได้รับการปฏิบัติอย่างไร้มนุษยธรรม มีความกล้าที่จะช่วยเหลือคนที่กำลังเข้าตาจนหรือได้รับความเดือดร้อนในหลายๆเรื่อง เพื่อที่โลกและสังคมของเรามันจะดีขึ้นบ้างไม่มากก็น้อย มันอาจจะไม่ดีขึ้นทันตาเห็นหรือเปลี่ยนแปลงไปได้ง่ายดายแบบพลิกฝ่ามือ แต่อย่างน้อยมันก็ทำให้ฉันได้รู้ว่าโลกเน่าๆของเราใบนี้นี้ยังไม่แห้งแล้งซึ่งความหวัง

1.12.13

กิ จ ก ร ร ม ล อ ง ทำ ดู

4 comments
เหตุการณ์ที่ฉันจะเล่าต่อไปนี้เกิดขึ้นสมัยที่ฉันไปเรียนที่ออสเตรเลีย ในช่วงแรกฉันเลือกพักอยู่กับครอบครัวชาวออสเตรเลีย เป็นเวลา 5 สัปดาห์ด้วยเหตุผลที่ว่าอยากจะฝึกการใช้ชีวิตร่วมกับคนท้องที่อย่างจริงจัง เพื่อให้หูเราคุ้นชินกับสำเนียงภาษาแบบออสซี่ และเพื่อให้ได้ซึมซับวัฒนธรรมท้องถิ่นแท้ๆแบบเข้าถึงจริงๆ จากนั้นถึงค่อยขยับขยายออกไปหาบ้านเช่าหรือห้องเช่าอยู่เองเพื่อให้ใกล้กับมหาลัยมากขึ้น

ฉันเดินทางไปถึงที่นั่นก่อนจะเริ่มเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ด้วยความจงใจ เป็นเพราะฉันไม่อยากให้อะไรๆมันฉุกละหุกจนสร้างความยุ่งยากและแพนิคให้ฉันได้ในภายหลัง ด้วยเหตุนี้ฉันเลยมีโอกาสได้ใช้เวลาในวันว่างตรงนั้นร่วมกับครอบครัวอุปถัมภ์อย่างเต็มที่ โฮสท์คนพ่อทำงานฝ่ายช่างอยู่ที่ฮอลล์อะไรสักอย่างหนึ่งที่คล้ายๆกับไบเทคบางนาของบ้านเรา ส่วนโฮสท์คนแม่เป็นหัวหน้าทีมเชียร์ลีดเดอร์ ที่จะเป็นคนฟอร์มทีมและควบคุมเหล่าสาวๆวัยรุ่นให้ไปซ้อม เก็บตัว และเข้าแข่งขันเชียร์ลีดเดอร์แบบปอมปอมเกิร์ล นับจากจุดนี้ไปฉันจะขอเรียกพวกเขาทั้งสองว่าแด๊ดและมัม เพื่อความเข้าใจที่ง่ายและตรงกันระหว่างเรา

ช่วงนั้นมัมต้องการจะหาที่เก็บตัวฝึกซ้อมสำหรับลูกทีมสาวๆของนาง มัมตั้งใจว่าจะหาเช่าพวกโรงยิมในอีกเมือง นางเริ่มจากการเปิดหาเบอร์โทรศัพท์จากสมุดหน้าเหลือง และโทรไปนัดแนะวันเวลาที่จะเยี่ยมชมสถานที่จริง เมื่อนัดแนะได้แล้วมัมจะสั่งแด๊ดให้ขับรถพาไป รวมทั้งพาฉันออกไปเปิดหูเปิดตาด้วยกัน เราออกเดินทางตั้งแต่ช่วงสาย ด้วยความที่เมืองมันไกลออกไป เราก็เลยใช้เวลาขับรถกันนานนับชั่วโมงกว่าจะถึงเมืองที่หมาย มีแวะพักตามจุดท่องเที่ยวเด่นๆบ้างพอเป็นกษัยเพื่อให้ฉันผู้มาใหม่ได้แวะชมสิ่งที่น่าสนใจในบ้านนี้เมืองนี้

ฉันไม่แน่ใจนักว่ามัมติดต่อกับสถานที่ไว้ทั้งหมดกี่แห่งด้วยกัน แต่คิดว่าน่าจะเกิน 5 แห่ง หลังจากที่เราดูโรงยิมไป 2 แห่งแล้วนั้น แด๊ดก็ขับรถวนไปวนมา ด้วยความที่ฉันมาถึงใหม่ๆเลยไม่ค่อยรู้เรื่องระบบการจราจรของประเทศนี้เท่าไหร่นัก ฉันนั่งที่เบาะหลังก็ได้แต่หันรีหันขวางชมวิวรอบตัวไปเรื่อย จนกระทั่งเริ่มสำเหนียกได้ว่าเราผ่านจุดนี้กันมาเข้ารอบที่ 3 แล้วนี่นา พูดง่ายๆก็คือเรากำลังขับรถวนแบบคนหลงทางนั่นแหละ แด๊ดหาไม่เจอว่าโรงยิมถัดไปอยู่ตรงไหนกันแน่ ตอนนี้แด๊ดกับมัมเริ่มทะเลาะกันแล้ว ฉันเองที่นั่งอยู่ด้านหลังก็วางตัวไม่ถูก ด้วยความที่เป็นแค่คนมาอาศัยเขาอยู่ ลูกเต้ารึก็ไม่ใช่ ทางฝั่งเขาเองก็คงรู้ดีว่าฉันฟังที่เขาทะเลาะกันออกทั้งหมด รู้เรื่องทุกคำ เพราะเพียงแค่ระยะเวลา 2-3 วันที่อยู่กันมาฉันพิสูจน์ให้เขาเห็นแล้วว่าฉันไม่ใช่คนที่มีอุปสรรคเรื่องภาษาอะไร สรุปคือฉันได้แต่นั่งทำหน้าปุเลี่ยนๆอยู่ที่เบาะหลัง พร้อมกับต้องเสมองออกไปที่วิวด้านนอก มันก็คงจะเป็นอากัปกิริยาที่น่าจะเป็นที่สะดวกใจที่สุดสำหรับฉันและสองผัวเมียที่ทะเลาะกันหน้าดำหน้าแดงที่เบาะคู่หน้าแล้ว

ระหว่างที่ต้องพยายามรักษากิริยาตัวเองในบรรยากาศมาคุเช่นนั้น ฉันก็มีความคิดนึงเกิดขึ้นมาในหัว เป็นคนไทยบ้านเรา ถ้าหลงทางขนาดนี้ก็คงจอดรถแวะถามใครสักคนที่ข้างทางแล้ว ไม่ว่าจะเป็นไอ่หนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซผ่านไปมา หรือจะเป็นคุณพี่ผู้ชายช่างซ่อมรถที่อู่ หรือจะเป็นคุณป้าที่เพิงตามสั่งตรงนั้น คนไทยแบบฉันหรือเราๆก็คงจะเปิดไฟกระพริบติ๊กๆ พร้อมกับวิ่งด๊อกแด๊กลงจากรถไปเพื่อถามทางจากคนพวกนั้นแล้ว แต่สิ่งที่แด๊ดและมัมทำกลับเป็นการเถียงกันเองพร้อมกับเปิดหาเส้นทางที่ถูกต้องในแผนที่ทางหลวงเล่มที่พกมาด้วย แล้วเมื่อไหร่จะเจอซะทีวะ มัวแต่หาเองโดยที่ไม่รู้ทางแล้วมันจะเจอมั้ย หยิ่งอะไรกันนักหนามิทราบ ถ้าจอดแล้วถามทางคนเขาป่านนี้ก็ไปถึงที่นานแล้ว นี่ยังมีอีกตั้งกี่ที่ที่จะต้องแวะไป แล้วจะถึงเอากี่โมง ไหนยังจะต้องมาทะเลาะกันเองให้ขายหน้าคนต่างบ้านต่างเมืองอย่างฉันอีก อะไรกันเนี่ยคนพวกนี้ นี่คือสิ่งที่ฉันคิด

หลังจากที่ฉันย้ายออกมาจากครอบครัวเขาแล้ว ฉันก็ลืมนึกถึงเหตุการณ์นี้ไปนานพอดู แต่อยู่มาวันนึงไม่รู้มีอะไรมาดลใจให้ฉันนึกถึงมันเข้าจนได้ แต่คราวนี้ฉันกลับได้ความคิดอย่างใหม่ขึ้นมา ฉันรู้สึกว่าการที่แด๊ดและมัมไม่ยอมจอดรถแล้วถามทางจากใครง่ายๆมันเป็นสัญชาตญาณการพึ่งตัวเองอย่างนึงของฝรั่งหรือเปล่า ซึ่งเป็นลักษณะนิสัยที่คนบ้านเราไม่ค่อยจะมีกันเท่าไหร่เลย เวลาที่คิดอะไรไม่ออก ทำอะไรไม่ได้ ก็วิ่งโร่หาคนมาช่วยตลอด ไม่ค่อยพยายามทำเองให้ถึงที่สุดก่อน พยายามให้เห็นกับตาซะก่อนว่ามันจนปัญญาจนด้วยเกล้าแล้วจริงๆถึงค่อยอ้าปากขอความช่วยเหลือจากคนอื่น คุณลักษณะนิสัยนี้เองละมั้งที่ทำให้ฝรั่งเขาพัฒนาก้าวไกลไปจากบ้านเราหลายต่อหลายเท่านัก


เหตุการณ์วันนั้นมันย้ำเตือนฉันตลอดมา ในทุกๆครั้งที่ฉันลงมือทำอะไรเองแล้วประสบกับอาการติดขัดขลุกขลัก ฉันจะพยายามหาทางออกด้วยตัวเองจนสุดพลังซะก่อน ถ้ามันถึงที่สุดแล้วจริงๆ ฉันพบว่าตัวเองไปต่อด้วยตัวเองไม่ไหวจึงค่อยเริ่มเอื้อนเอ่ยขอความช่วยเหลือจากคนรอบข้าง ฉันหวังว่าคนไทยเราจะนำเอาลักษณะนิสัยที่ดีในส่วนนี้ของฝรั่งมาปรับใช้กันให้มากขึ้น เผื่อชีวิตของเราและบ้านเมืองมันจะเจริญขึ้นกว่านี้

6.11.13

ด น ต รี นั้ น คื อ ชี วิ ต

0 comments

... ดนตรีนั้นคือชีวิต จังหวะคอยลิขิตให้ชีวิตก้าวไป ...


สำหรับคนที่เกิดมาในยุค 80-90 แบบฉันคงจะรู้จักและคุ้นเคยกับเนื้อเพลงท่อนนี้กันดี มันเป็นเพลงประกอบละครเรื่องหางเครื่องที่ในยุคนั้นเป็นเวอร์ชั่นชนานา นุตาคมแสดงเป็นนางเอก ตอนเด็กๆฉันดูละครตามยาย ได้ยินได้ฟังเพลงจนคุ้นหูและคุ้นปากร้องตามได้ แต่ก็ไม่เคยคิดอะไร จวบจนโตขึ้นมาฉันถึงตระหนักได้

ตั้งแต่เล็กมาแล้วฉันเริ่มรู้สึกตัวว่าฉันร้องเพลงได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าอนุบาล คำว่าร้องเพลงได้ที่ว่านี้ไม่ใช่แค่การร้องฮัมเพลงตามเพลงการ์ตูนที่ได้ยินในทีวีหรือเพลงที่พ่อแม่มักจะชอบร้องเล่นให้ลูกฟังแบบนั้นนะ ฉันหมายถึงเพลงที่นักร้องเขาออกเทปออกแผ่นได้รับการโปรโมทกันในวงกว้างทั่วไปนี่ละ ฉันจำได้ว่าวันนั้นพ่อกับแม่พาฉันนั่งแท็กซี่เพื่อจะไปเที่ยวสวนสัตว์เขาดิน พี่คนขับแกเปิดวิทยุฟังเพลง เป็นเพลงอะไรสักเพลงของพี่กี้ อริสมันต์ ฉันก็จำไม่ได้แล้วว่าคือเพลงอะไร ที่จำได้แน่ๆคือฉันนั่งฟังไปร้องตามไปอย่างอารมณ์ดี ในตอนนั้นฉันเองก็ออกจะทึ่งปนงงในตัวเองเหมือนกันว่าทำไมถึงร้องตามได้ เพราะไม่เคยฟังเพลงนั้นมาก่อนเลย

จนฉันเข้าเรียนอนุบาล ทุกๆวันหลังจากที่รถโรงเรียนมาส่งถึงบ้านแล้ว ฉันจะต้องรีบกินของว่างและเคลียร์การบ้านให้เสร็จโดยไว เพื่อที่จะไปอยู่หน้าทีวีให้ทันเวลา 5 โมงเย็น เปล่าเลย ฉันไม่ได้ดูรายการเด็กน่ารักๆของช่อง 11 หรอก แต่ฉันติดตามดูรายการเพลงของนิธิทัศน์โปรโมชั่นต่างหาก ในสมัยนั้นฉันมีไอดอลเป็นพี่แจ้ พี่ติ๊ก วงพลอย วงฟอร์เอเวอร์ ที่บ้านถึงกับซื้อเทปเพลงให้ฉันเลยนะ สมัยนั้นตลับสีส้มสด ไม่ก็น้ำเงินสด เท่าที่เคยคุยรำลึกความหลังกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกัน เพื่อนๆต่างลงความเห็นว่าฉันเป็นคนที่มีเทปเพลงในครอบครองเร็วมากที่สุดที่มันเคยรู้จักมา นึกแล้วก็ขำดีเหมือนกัน ตอนนั้นฉันปลื้มพี่ติ๊กสุดๆไปเลย พอๆกับที่เด็กติ่งเกาหลีสมัยนี้ปลื้มโอปปาของพวกหล่อนๆยังไงยังงั้นเชียว คนอะไรก็ไม่รู้ เสียงดี๊ดี เต้นก็เก่ง ตีกลองก็ได้ แต่งเพลงได้อีก โอ้วว นี่มันชายในอุดมคติชัดๆ พี่ติ๊กคงจะเป็นตัวอย่างนึงที่แสดงให้เห็นว่าฉันตัดสินคนที่ผลงานจริงๆหาใช่ที่เบ้าหน้าและสารร่าง

พอย้ายเข้าประถม ฉันก็หันมาติดตามเพลงค่ายแกรมมี่ยุคเฟื่องฟู พี่เบิร์ด นูโว ไมโคร บิลลี่ เจ ติ๊นา ใหม่ มาช่า มาลีวัลย์ ปั่น ตั้ม และอีกบลาๆเยอะแยะมากมายจนนับไม่หวาดไม่ไหวเลยทีเดียว และฉันก็ยอมรับอย่างหน้าชื่นตาบานว่าฉันก็ติดตามฟังเพลงจากค่ายย่านลาดพร้าวด้วยเหมือนกัน ไม่เห็นจะต้องมีอะไรน่ารังเกียจรังงอนเลยนี่นา ไฮร็อก หินเหล็กไฟ พี่เจี๊ยบ พี่เสือ พี่กี้ ทัช แหม่ม เต๋า นุ๊๊ก แซงค์ บอยสเก๊าท์ แรพเตอร์ เจมส์ โดม และอีกนับไม่ถ้วน และในช่วงประถมนี้วงที่ฉันโปรดมากที่สุดเห็นจะหนีไม่พ้นยูเอชที หกหนุ่มหน้าใสในเสื้อมีฮู้ดทำเอาสาวๆบ้าคลั่งไปทั้งเมือง รวมทั้งเด็กป.4 ที่นมยังไม่ขึ้นอย่างฉันก็พลอยเป็นไปกับเขาด้วย วงนี้เป็นเครื่องยืนยันดีกรีความแรดของตัวเองที่มันพุ่งพล่านมาตั้งแต่วัยเอ๊าะ ฉันหาซื้อนิตยสารหลายเล่มที่ทั้งหกหนุ่มได้ลงปกหรือมีสัมภาษณ์ อย่างคนสิ้นท่า ฉันคงจะต้องขอยอมรับว่าสมาชิกในวงที่ฉันกรี๊ดอย่างเป็นบ้าเป็นหลังก็คือเอกกี้ ใช่แล้ว คุณอ่านไม่ผิดหรอก คลั่งไคล้ถึงขนาดเคยแต่งฟิคลงในสมุดลายเซเลอร์มูนที่ซื้อจากร้านกิฟท์ช็อปสไตล์ญี่ปุ่นที่ซีคอนสแควร์เลยนะ นอกจากนี้แล้วยังมีวงอินดี้อีกมากมายนับไม่ถ้วนในยุคอินดี้ครองเมือง

หลังจากขึ้นชั้นมัธยม เป็นช่วงเวลาที่บ้านฉันติดเคเบิลทีวีพอดี ทำให้ฉันได้รู้จักกับเพลงฝรั่งมากมายทั้งจากฝั่งยุโรปและอเมริกา มีวงโปรดมากมาย เยอะมากจนขี้เกียจจะพิมพ์ เอาเป็นว่าอะไรที่เด็กยุค 90 เขาฟังกันก็ผ่านหูฉันมาทั้งหมดนั่นแหละ แต่วงที่ฉันรักที่สุดก็ต้อง Boyzone เลย ฉันบ้าคลั่งวงนี้เอามากถึงขนาดเก็บเงินซื้อ Boyzone Magazine ที่อิมพอร์ทมาจากอังกฤษเลยนะ ออกทุกเดือนก็ซื้อทุกเดือน หรือ TV Hits Magazine ก็ต้องซื้อด้วย ซึ่งการฟังเพลงฝรั่งและอ่านแมกกาซีนพวกนี้มันส่งผลดีต่อภาษาอังกฤษของฉันมาก นอกจากนี้ฉันก็ยังอ่านนิตยสารเพลงสากลของไทยอย่างปอปด้วย แต่ก็ใช่ว่าฉันจะไม่ฟังเพลงไทยเลยนะ ฉันฟังบ้างแต่ก็น้อยลงมากเลย ฉันตามถึงแค่ช่วงนิโคล ไบรโอนี่ แมทธิว ปีเตอร์ Teen 8 Greade A นาวิน ต้าร์ หรืออะไรที่ออกมาช่วงใกล้ๆนั้น

ขึ้นม.ปลายก็ยิ่งแล้วใหญ่ ฉันเลิกฟังเพลงไทยอย่างเต็มตัว ทุ่มความสนใจให้กับเพลงสากลอย่างเต็มที่ มีเพลงญี่ปุ่นผสมมาบ้างประปรายทั้งเจร็อกและเจป็อบ อันนี้อาศัยฟังตามเพื่อนสนิทมากกว่า ไม่ได้ชอบจริงจังรักลงตับอะไรเท่าไหร่ เอาละ ขอลัดมาเข้าช่วงมหาลัยเลยก็แล้วกัน เป็นช่วงที่ฉันกลับมาฟังเพลงไทยอีกครั้ง อาจจะเป็นเพราะว่าเพื่อนใหม่ๆเขาฟังเพลงไทยกันส่วนมากก็เป็นได้ เลยต้องพลอยฟังไปกับเขา หาไม่แล้วคุณจะพูดกับเขาไม่รู้เรื่อง!!! (เอิ่ม โทษที วิญญาณอาต๋อยเข้าสิงชั่วคราวจ้ะ) ซึ่งมันก็เป็นประสบการณ์ที่ดีอยู่เหมือนกัน และก็ส่งผลให้ฉันตามเพลงสากลน้อยลงไปด้วย สาเหตุน่าจะมาจากฉันถึงจุดอิ่มตัวกับมันแล้วก็ได้ เพราะเทียบกับเพื่อนๆรุ่นเดียวกันแล้วฉันเริ่มฟังเพลงฝรั่งก่อนพวกมันถึง 2 ปี เลยถึงจุดอิ่มตัวไวกว่า

ในปีสุดท้ายของการเรียนมหาลัย ฉันได้พบกับดนตรีแขนงใหม่ที่ทำให้ฉันตื่นตะลึงสะพรึงเพริด มันคือสิ่งไม่เล็กที่เรียกว่าแจ๊ส และมันก็เปลี่ยนชีวิตการฟังเพลงของฉันไปเลย แจ๊สเป็นจุดเริ่มต้นให้ฉันแตกแขนงการฟังเพลงของฉันไปลองอะไรใหม่ๆ จากแจ๊สก็ไปต่อที่บอซซา แล้วไปต่อที่เรกเก้กับสกา ลามไปเวิล์ดตามด้วยชิลเอาท์ และไปต่อที่อิเล็คทรอนิคส์ วกกลับไปที่อาร์แอนด์บีและก็เลยเพิ่งจะสำเหนียกว่าในบรรดาเพลงร้องแล้วฉันรักมันที่สุด จากอาร์แอนด์บีลากไปโซลต่อ เชื่อมโยงไปยังกอสเปล ไปหาอินดี้ ไปหาบริทร็อก ไปหาสวีดิชป็อบ ท้ายที่สุดฟังเพลงไทยและฝรั่งมันคงไม่หนำใจพอ เลยหันมาตามฟังเพลงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างมาเลเซีย อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ สิงคโปร์ นี่คือไทม์ไลน์จากสมัยปี 4 จนถึงปัจจุบัน

ทุกวันนี้ฉันเขียนบล็อกเพลงหนึ่งอัน เป็นแหล่งรวมเพลงที่ฉันคิดว่าน่าสนใจ คนไทยรู้จักน้อย เป็นงานเพลงที่ฉันได้ทดลองฟังมากับหูตัวเองแล้วทั้งสิ้น เป็นเพลงที่ฉันคัดมาแล้วด้วยประสบการณ์การฟังเพลงของฉันตั้งแต่ยังไม่ 3 ขวบจนใกล้จะ 30 อยู่รอมร่อ ฉันเชื่อมั่นว่าหลายๆคนถ้าได้ลองฟังเพลงที่ฉันแนะนำแล้วจะต้องรักมันแบบที่ฉันรัก จากการเขียนบล็อกนี้เองทำให้ฉันมีกิจวัตรอย่างนึงที่เกี่ยวเนื่องก็คือ เข้าๆออกๆยูทิวป์และเฟซบุคเพื่อหาเพลงเจ๋งๆมาฟังและเพื่อกดไลค์แฟนเพจศิลปิน ยิ่งค้นก็ยิ่งเจอ กดฟังเพลงนั้นซิ อ้าว เจออีกเพลงแนะนำน่าสนใจ ลองฟังด้วย กดเข้าไปอีกก็เจออีก เลยกดฟังมันอยู่อย่างงั้นเพลินนานนับชั่วโมง กับเฟซบุคก็เหมือนกัน กดไลค์เพจนึงไปแล้ว มีขึ้นมาแนะนำอีก ก็ลองกดเข้าไปดูและไปหาเพลงลองฟังในยูทิวป์ เพลงมันโดน มือเลยใจง่ายกดไลค์อีก ทุกๆอย่างก็วนไปวนมาเป็นวงจรมหัศจรรย์อยู่แบบนี้ และมันจะเกิดเหตุการณ์แบบนี้อย่างน้อยหนึ่งครั้งต่อเดือน นี่ยังไม่รวมเวบอื่นๆที่เป็นแหล่งหาเพลงดีๆนะ ยังมีอีกเป็นสิบๆเวบที่เข้าประจำ คิดดูเอาก็แล้วกันว่าฉันหมดเวลาไปกับการฟังเพลงมากแค่ไหน

มีคนเคยถามว่าตัวฉันคิดว่าสิ่งที่ดีที่สุดในชีวิตนี้คืออะไร? ฉันมักจะตอบคำถามนี้อย่างแทบไม่ต้องคิดเลยว่า ดนตรีกับศิลปะน่ะสิ เป็นคำตอบที่ฉันภูมิใจมากซะด้วย หลายๆคนอาจจะมองว่าอีนี่ท่าจะบ้า เป็นนักเรียนดนตรีหรือศิลปะอะไรหรือก็เปล่า หรือว่าจะมีพ่อหรือผัวที่ทำอาชีพดังกล่าว ทำไมตอบอะไรดูเพ้อฝัน โลกสวย เวิ่นเว้อ ละเมออะไรแบบนี้ แต่เชื่อฉันเหอะ ถ้าโลกนี้ไม่มีดนตรีและศิลปะละก็ ไอ่โลกที่เราเห็นๆกันอยู่ทุกวันนี้ว่ามันเหี้ยขนาดไหน มันจะยิ่งเหี้ยไปกว่านี้ได้อีกร้อยเท่าพันทวีเลย และอีกคำถามนึงที่คนชอบถามกันว่าผู้หญิงอย่างฉันชอบผู้ชายแบบไหน? หลังจากที่ฉันสาธยายคำตอบในส่วนที่เกี่ยวกับบุคลิกหน้าตาและสารร่างแล้ว ฉันมักจะย้ำเสมอว่าชายคนนั้นจะต้องเป็นคนที่รักในดนตรีและศิลปะแบบที่ฉันรัก เพราะฉันไม่สามารถทนใช้ชีวิตร่วมกับคนที่ไม่อภิเชษฐ์ในสิ่งเหล่านี้เหมือนกับฉันได้ ไม่ว่าจะอยู่ในฐานะไหนก็ตาม พ่อ พี่ เพื่อน หรือ ผัว ถ้าเขาทนกับอาการหลงใหลคลั่งไคล้ในดนตรีและศิลปะของฉันไม่ได้แล้วละก็ ... ป่วยการ

เพราะดนตรีนั้นคือชีวิตของฉัน

14.10.13

D i s c r i m i n a t i o n ( 2 )

0 comments
เรื่องมันเพิ่งเกิดขึ้นสดๆร้อนๆเมื่อช่วงหัวค่ำของเมื่อวานนี้เอง ฉันเลยอดไม่ได้ที่จะต้องรีบเอามาวิจารณ์อย่างเผ็ดร้อน ประเด็นมันเริ่มมาจากรายการ The Voice Thailand ที่โค้ชเจ๊คิ้มได้พูดแซวผู้เข้าแข่งขันคนนึงว่าเหมือนพนักงานส่งเอกสารหรือที่เรานิยมเรียกกันเป็นภาษาอังกฤษว่าแมสเซนเจอร์นี่ละ หลังจากที่คนได้ยินได้ฟังกันก็มีกระแสดราม่าเกิดขึ้นประปรายทั้งในหน้าเวบบอร์ดและในคลิปยูทิวป์ชาแนลของรายการโดยตรง คนส่วนมากคิดเห็นไปในทิศทางเดียวกันว่าเจ๊คิ้มพูดจาหรือเล่นมุกที่เป็นการดูถูกผู้เข้าแข่งขันคนนั้นเป็นอย่างมาก ในฐานะที่ฉันเป็นคนนึงที่ต่อต้านการเลือกปฏิบัติและการเหยียดผู้อื่นมากกลับเห็นต่างออกไป

ฉันไม่เข้าใจว่าการที่เราบอกว่าใครสักคนดูเหมือนบุคคลที่ประกอบอาชีพใดอาชีพนึงที่เป็นอาชีพสุจริต ไม่ใช่อาชีพที่เป็นด้านมืดของสังคมมันเป็นการดูถูกกันตรงไหน ไม่ว่าจะบอกว่าเขาเหมือนแมสเซนเจอร์ เหมือนทนายความ เหมือนครู เหมือนแดนเซอร์ เหมือนคนขายลอตเตอรี่ เหมือนคนขายกล้วยปิ้ง เหมือนพนักงานธนาคาร สำหรับฉันแล้วมันไม่ต่างกันเลยเพราะในโลกนี้มันมีสิ่งที่เรียกว่า stereotype อยู่แล้ว

stereotype คืออะไร ความหมายคร่าวๆของมันคือภาพพจน์ของสิ่งของหรือคนที่ถูกสะท้อนผ่านสายตาของสังคม จากความหมายนี้จะเห็นว่ามันเป็นอะไรที่กลางๆ ยังไม่บวกหรือลบอะไรเลยด้วยซ้ำ และการที่คนเรามี stereotype ให้กับบางสิ่งบางอย่างก็ไม่ได้แปลว่ามันเป็นแง่มุมลบๆเสมอไป อย่างเช่น ตอนพักเที่ยงขณะที่คุณยืนอยู่หัวมุมถนนสีลม คุณมองเห็นชายหญิงกลุ่มนึง หน้าตาผิวพรรณดูดี ใส่เสื้อกาวน์สีขาวแขนสั้น กำลังเดินเข้าร้านอาหารร้านนึงตรงซอยศาลาแดง คุณก็คงจะคิดว่าเขาเป็นหมอจากรพ.จุฬาฯที่อยู่ใกล้ๆนั้น คงไม่มีใครไพล่ไปคิดว่าเป็นครูจากโรงเรียนเซนต์โยเซฟคอนแวนต์ที่อยู่ใกล้ๆหรอก เพราะเครื่องแบบมันไม่ใช่ หรือว่าคุณไปทำบุญที่วัดช่วงบ่ายๆ คุณมองเข้าไปในศาลาสวดศพหลังนึง เจอผู้ชายวัยกลางคน ผมขาวครึ่งหัว ใส่เสื้อยืดกับกางเกงผ้า ลากรองเท้าแตะ มีรอยสักยันต์ที่คอด้วย กำลังผลุบๆโผล่ๆจัดนั่นโน่นนี่อยู่ข้างโลงศพ คุณก็คงไม่คิดว่าเขาเป็นเภสัชกรหรอกใช่มั้ย อิตาลุงนี่คงเป็นสัปเหร่อไม่ก็มัคนายกแน่นอน จากตัวอย่างทั้งสองที่ฉันยกมานี้ ฉันคิดว่ามันก็เป็นมุมมองกลางๆที่มนุษย์เรามีกันได้ทั้งนั้น มันยังไม่ใช่การตัดสินที่ก้าวล้ำไปชี้ว่าคนไหนดีคนไหนเลว ไปฟันธงว่าคนไหนผิดคนไหนถูก หรือตัดสินว่าคนไหนดูมีค่าคนไหนดูด้อยค่า

ย้อนกลับไปในซีซั่นที่แล้ว มีผู้เข้าแข่งขันคนนึงเกล้ามวยผมสูงกลางศีรษะ เจ๊คิ้มแกก็แซวว่าเขารับตั้งศาละพระภูมิหรือเปล่า เหตุเพราะว่าผู้เข้าแข่งขันคนนั้นทำผมแบบที่เป็น stereotype ของพราหมณ์ ซึ่งก็ไม่เห็นจะมีคนดูหน้าไหนออกมาว่าอะไรเจ๊แกเลย มิหนำซ้ำยังหัวเราะริกรี้กันดีจะตายไป ที่ไม่มีใครคิดอะไรเพราะมองกันว่าพราหมณ์เป็นกลุ่มคนชั้นสูงหรือเปล่า แต่กับเหตุการณ์เมื่อวานนี้ทุกอย่างกลับตาลปัตรเพียงแค่เปลี่ยนจากพราหมณ์เป็นแมสเซนเจอร์ แบบนี้ใครกันแน่ที่เป็นคนดูถูกคนอื่น การที่บอกว่าใครสักคนเหมือนแมสเซนเจอร์มันมีอะไรที่ดูแย่กว่าการที่บอกว่าใครสักคนเหมือนพราหมณ์ตรงไหน ฉันยังเชื่อมโยงความคิดไม่ได้เลย 

สิ่งที่ฉันพยายามจะบอกอยู่ก็คือบางทีคนเราไม่ค่อยรู้หรอกว่าตัวเราเองนั้นมีความคิดในเชิงดูถูกคนอื่นอยู่ในตัวกันเกือบตลอดเวลา ดราม่าอันนี้เป็นตัวอย่างได้ดีมากเลยทีเดียว ถ้าคุณมองว่าคำว่าแมสเซนเจอร์ถือเป็นการดูถูก ก็แปลว่าแมสเซนเจอร์เป็นอาชีพที่ด้อยค่าสำหรับคุณ ฉันเองก็ได้ไปแสดงความคิดเห็นไว้เหมือนกัน แต่กลับโดนย้อนเข้าให้ว่าถ้าลูกฉันมีอาชีพเป็นแมสเซนเจอร์ฉันจะยังดีใจอยู่หรือ ได้อ่านแบบนั้นแล้วยิ่งขำ คนโพสแสดงด้านมืดของตัวเองออกมาเต็มเปาเลย ดูถูกเต็มๆว่าอาชีพแมสเซนเจอร์เป็นงานที่ต่ำต้อย เป็นงานชนิดที่ไม่มีพ่อแม่หน้าไหนอยากให้ลูกตัวเองต้องไปทำ ฉันก็เลยตอบไปแบบเรียบๆว่า ฉันคงจะไม่ว่าอะไรหรอกเพราะงานส่งเอกสารนั้นก็เป็นงานที่สุจริตดี ถ้าฉันมีลูกทำงานสุจริต เป็นงานที่เขารัก ฉันก็ภูมิใจแล้ว อย่างน้อยมีลูกเป็นแมสเซนเจอร์ก็ดีกว่ามีลูกที่เป็นพวกชอบดูถูกคนชอบดูถูกหน้าที่การงานคนอื่นเป็นไหนๆ

10.10.13

เ ห ง า ห รื อ อ ะ ไ ร

1 comments
เคยสงสัยกันมั้ยว่าตัวเองกำลังเหงาอยู่หรือเปล่า?

อาจจะเป็นคำถามที่ดูแปลกอยู่สักหน่อย คนเราอยู่ในอารมณ์ไหน รู้สึกอย่างไร มันต้องรู้ตัวเองสิ เรื่องของเรื่องคือฉันเป็นคนนึงที่ไม่เคยคิดว่าตัวเป็นคนขี้เหงา และมักไม่ค่อยจะรู้สึกว่าตัวเองกำลังตกอยู่ในสภาวะหรืออารมณ์ที่เรียกว่าเหงาสักเท่าไหร่ เวลาที่มีเพลงเนื้อหาเกี่ยวกับความเหงาออกมา คนเขาฮิตกันทั่วบ้านทั่วเมือง พวกดีเจหรือสื่อมวลชนชอบพูดอะไรทำนองว่ากรุงเทพคือเมืองที่มีคนเหงามากกว่าเสาไฟฟ้า ฉันฟังแล้วอยากสำรอกออกมาด้วยความเลี่ยนหูทุกที มิหนำซ้ำฉันออกจะมีทัศนคติดูแคลนคนจำพวกที่ชอบบ่นว่าเหงาอยู่บ่อยๆด้วยนะ คือฉันรู้สึกว่าคนพวกนี้ค่อนข้างจะงี่เง่า เป็นพวกที่หาความสุขให้ตัวเองในเวลาที่อยู่คนเดียวไม่ได้ เวลาที่ไม่มีใครอยู่ด้วยถึงได้เที่ยวร้องแรกแหกกระเชอบอกใครต่อใครว่ากูเหงาโว้ย ช่วยมาสนใจกูทีเถิด สำหรับฉันแล้วใครที่ทำแบบนี้มันช่างดูน่าขันปนน่าสมเพชซะนี่กระไร แต่เชื่อมั้ยว่ามันมีอยู่ครั้งนึงในชีวิตที่ทำให้ฉันต้องถามตัวเองว่านี่กูเหงาอยู่เหรอวะเนี่ย

ในปี 2009 ฉันไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย ซึ่งฉันตั้งใจแล้วว่าฉันจะไม่บินกลับไทยเลยจนกว่าจะเรียนจบ ก็อยู่มาตั้ง 20 กว่าปีแล้วนี่นา เบื่อจะตายชัก จะกลับไปทำไมกะอีแค่เดือนเศษๆให้เปลืองค่าตั๋ว อุตส่าห์ได้บินมาอยู่เมืองฝรั่งมังค่าทั้งทีก็ขออยู่นานๆเพื่อเสพย์บรรยากาศบ้านเมืองเขาให้สมใจดีกว่า และนั่นแปลว่าฉันจะได้เคาท์ดาวน์ต่างแดนเป็นครั้งแรกในชีวิต จะว่าไปแล้วฉันเองไม่ใช่คนที่ให้ความสำคัญกับการเคาท์ดาวน์หรือร่วมกิจกรรมส่งท้ายปีเก่าต้อนรับปีใหม่สักเท่าไหร่ ปกติแล้วในช่วงปีใหม่ที่บ้านจะมีงานกินเลี้ยงรวมญาติเล็กๆที่จะรวมตัวญาติฝ่ายแม่เป็นส่วนมาก มาสาละวนปิ้งไส้กรอกหรือย่างกุ้งย่างปูกินกันที่บ้านของฉันย่านลาดพร้าว แต่ก็แค่นั้น พูดได้เต็มปากเลยว่าชีวิตนี้ยังไม่เคยไปร่วมงานเคาท์ดาวน์ที่ไหนมาก่อน เคยได้ดูเขาถ่ายทอดสดทางทีวีบ้าง 2-3 หน แต่ไม่เคยนึกติดใจหรือนึกอยากไปเห็นกับตาอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็นงานเคาท์ดาวน์แบบไทยๆหรืองานใหญ่ๆอย่างที่ไทม์สแควร์ นิวยอร์กอะไรนั่น มันไม่ใช่อะไรที่ฉันสนใจ ว่ายังงั้นเถอะ แต่ฉันก็โดนเพื่อนลากไปงานเคาท์ดาวน์ต้อนรับปี 2010 เข้าจนได้

วันนั้นเป็นวัน New Year's Eve ซึ่งที่ออสเตรเลียเป็นช่วงหน้าร้อน ฉันตื่นขึ้นมาช่วงสายๆเพราะอากาศที่แสนจะอบอ้าวลอดทะลุหน้าต่างเข้ามาปลุก ก็เหมือนอย่างเคยในช่วงหน้าร้อน มันเป็นช่วงปิดเทอม โรงเรียนและมหา'ลัยปิดกันหมด แม้แต่ห้องสมุดแอร์เย็นฉ่ำที่ฉันมักจะเข้าไปนั่งตากแอร์เล่นเนทเป็นประจำก็ปิด แต่จะให้หมกตัวเล่นเนทอยู่กับบ้านด้วยสัญญาณฟรีจากมหา'ลัยก็ไม่ไหว ร้อนเกินบรรยาย ฉันจึงต้องหอบเน็ทบุคและขวดน้ำไปหามุมสงบร่มรื่นเพื่อนั่งเล่นเนทในมหา'ลัยนั่นแหละ พอตกบ่ายฉันเริ่มหิวก็เดินกลับบ้านเพื่อเอาของมาเก็บและเตรียมเดินทางไปหาอะไรอร่อยๆกินในเมืองและเดินดูของสักเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนที่จะกลับเข้าบ้านมาอีกทีในช่วงแดดร่มลมตก เมื่อกลับเข้าบ้านมาแล้วก็นั่งจุ้มปุ๊กเล่นเนทเหมือนอย่างเคย แต่คราวนี้ย้ายโลเคชั่นมานั่งที่โต๊ะกินข้าวเพราะจะได้เตรียมอาหารไปด้วยได้ พออาหารเสร็จก็กินไปเล่นเนทไป สบายแฮ นั่นคือกิจวัตรประจำวันสิ้นปีแบบคร่าวๆของฉัน

วันสิ้นปีครั้งนั้นค่อนข้างจะเป็นวันที่พิเศษอยู่สักหน่อย เพราะเพื่อนๆในบ้านเช่าของมหา'ลัยที่ฉันเช่าอยู่เขาย้ายออกไปกันหมดแล้ว เพื่อนอาหรับ 2 คนกลับไปประเทศตัวเองและจะกลับมาใหม่ช่วงเปิดเทอม เพื่อนคนออสซี่เองก็ย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังใหม่กับแฟน รวมทั้งคู่รักชาวจีนก็เช่นกัน จะเหลือก็แต่หนุ่มน้อยชาวมาเลย์ที่อยู่กับฉันจนวันสุดท้ายของปี แต่ก็เป็นวันสุดท้ายของเขาในบ้านหลังนั้นเช่นกัน เพราะเขาจะย้ายออกไปอยู่บ้านเช่าหลังอื่นกับเพื่อนๆชาติเดียวกัน สรุปว่ามีฉันคนเดียวที่ต่อสัญญาเช่ากับบ้านหลังเดิม และนั่นแปลว่าพอผ่านพ้นคืนนี้ไปฉันจะต้องอยู่ในบ้านขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ เพียงตัวคนเดียวอย่างน้อย 3 วัน

ตอนนั้นเป็นเวลา 3 ทุ่มกว่าๆได้ ที่ Nik หนุ่มน้อยจากมาเลย์ถามฉันถึงโปรแกรมการเคาท์ดาวน์ที่เขาจะจัดขึ้นในตัวเมือง ฉันก็เลยลองถามเพื่อนคนออสซี่อีกคนที่ออนไลน์ใน msn มาให้ เมื่อได้ข้อมูลแล้วก็นัดแนะกันว่าเราจะออกเดินเท้าจากบ้านเราเพื่อเอาสัมภาระของ Nik ไปเก็บที่บ้านหลังใหม่ และเป็นการไปสมทบกับเพื่อนๆชาวมาเลย์อีกจำนวนนึง ก่อนที่จะเคลื่อนพลไปต่อยังจุดเคาท์ดาวน์หลักประจำเมือง เราออกจากบ้านกันตอน 4 ทุ่มครึ่งถ้าฉันจำไม่ผิด ค่อยๆเดินกันไป 3 คน  Nik ฉัน และเพื่อนมาเลย์อีกคนชื่อว่า A.J. ระหว่างนั้น Nik บอกฉันว่าเดี๋ยวขากลับจะให้ A.J. เดินกลับมาเป็นเพื่อน เพราะบ้านของเขาอยู่เลยจากฉันไปไกลพอสมควร เป็นทางผ่านของเขาพอดี เมื่อถึงบ้านเช่าหลังใหม่ของ Nik แล้ว ฉันก็ทักทายกับเพื่อนๆคนอื่นๆ และพวกเราทั้งหมดก็เคลื่อนตัวไปยังสถานที่จัดงานด้วยกัน

งานเคาท์ดาวน์ถูกจัดขึ้นที่ริ่มท่าน้ำใหญ่ประจำเมือง มีการจุดพลุอย่างสวยงาม นับเป็นครั้งแรกที่ฉันได้ดูพลุสดๆกับตา ฉันพยายามจะโทรกลับไทยหาแฟน แต่ก็ไม่ได้เรื่อง ฉันเลยตัดสินใจที่จะสนุกสนานกับเพื่อนดีกว่า พลุปีใหม่สวยงามน่าตื่นตาตื่นใจมาก คิดไม่ผิดจริงๆที่ออกมาดูชม หลังจากพลุจบลง การเฉลิมฉลองก็มีขึ้นทุกที่ ทั้งวัยรุ่นวัยผู้ใหญ่เฮฮากัน ผับบาร์ก็มีเสียงดนตรีอึกทึกคึกโครม มีกลุ่มคนดำตีกันในสวนแถวๆนั้นด้วย น่ากลัวพิลึก พวกเราเดินเล่นครื้นเครงอยู่แถวนั้นได้พักใหญ่จึงเห็นว่าสมควรแก่เวลาที่จะกลับเสียที แล้วพวกเราก็เดินย้อนกลับมาในทางเดิม เพื่อส่ง Nik และเพื่อนคนอื่นๆที่บ้าน และตอนนี้ก็เหลือเพียงฉันกับ A.J. แค่สองคนแล้ว เราเดินไปคุยไปเพื่อทำลายความเงียบ จนถึงบ้านเขาก็ร่ำลากลับไป ฉันบอกเขาว่าเดินกลับดีๆนะ เพราะรู้ว่าทางกลับบ้านของเขาจะต้องเดินขึ้นเขาด้วยและมันก็มืดมากแล้ว ภาพจำสุดท้ายคือฉันยืนแง้มประประตูโบกมือหยอยๆดูเขาเดินลับตาไป

ทันทีที่ประตูปิดลง เช้ดโด้ นี่กูอยู่คนเดียวเหรอวะเนี่ย ตัวคนเดียวในต่างแดน อยู่คนเดียวในบ้านเช่าขนาด 6 ห้องนอน 2 ห้องน้ำ ตัวคนเดียวเลยอะ อยู่คนเดียวโดดๆ ไม่มีใครเลยจริงๆ ฉันเดินกลับเข้ามาตรงโต๊ะกินข้าว เปิดเน็ทบุคขึ้นมา และเข้ายูทิวป์เพื่อเปิดเพลงๆนี้


ด้วยจังหวะป็อบร็อกที่เร่งเร้าและเนื้อที่ติดหูทำให้ฉันแหกปากร้องตามจนสะใจ ภายในใจฉันกรีดร้องอย่างดังลั่นว่า ... ไอ่เหี้ย กูอยู่คนเดียวว่ะ มีแต่กูคนเดียวแล้ว โคตรชอบเลยความรู้สึกตัวคนเดียวแบบนี้ แม่งเอ๊ย สมใจอยากแล้ว อยากอยู่บ้านคนเดียวโดดๆมาตั้งนาน สมใจก็วันนี้ สะใจชิบหายเลย เออดี เดี๋ยวตอนอาบน้ำนอนว่าจะเดินแก้ผ้าในบ้านซะหน่อย เดินจากห้องนอนไปห้องน้ำนี่แหละ อยากรู้จริงๆว่าการได้ครอบครองบ้านคนเดียว อยากทำอะไรก็ทำมันเป็นยังไง แล้วจะทำอะไรห่ามๆต่อดีนะ แล้วมื้อเช้ารับปีใหม่ละ จะทำอะไรกระแทกปากดี ของสดมีพอรึเปล่าไม่รู้เนี่ย เฮ้ย แล้วเดี๋ยวเอาไวน์ที่เหลือครึ่งขวดในตู้เย็นมาดื่มฉลองดีกว่า ... แต่ยังไม่ทันที่กระแสความคิดของฉันจะพรั่งพรูต่อ มันก็มีก้อนความรู้สึกนึงที่ฉันไม่รู้จะบรรยายมันด้วยคำชนิดไหนแล่นวูบขึ้นมาจุกอยู่ตรงหว่างอก มันไม่ใช่ความเศร้า ในขณะที่ก็ไม่ใช่ความยินดี มันไม่ใช่ความรู้สึกกลัว แต่ก็ไม่ได้หาญกล้า ... หรือว่าฉันกำลังเหงา?

7.10.13

D i s c r i m i n a t i o n

0 comments

discrimination การเลือกปฏิบัติ [รัฐศาสตร์ ๑๗ ส.ค. ๒๕๔๔]



ในยุคสมัยนี้การเลือกปฏิบัติยังคงมีให้เราเห็นได้ทั่วไป คนเรามักจะมีบรรทัดฐานส่วนตนที่ใช้เป็นข้อตัดสินว่าเราจะปฏิบัติกับใครอย่างไร พร้อมทั้งหาเหตุผลมารองรับให้มันกลายเป็นสิ่งที่สมควรแก่เหตุขึ้นมาซะอย่างนั้น เท่าที่เราพบได้ทั่วไปการเลือกปฏิบัติกับคนที่แตกต่างออกไปจากพวกเป็นสิ่งที่พบเห็นกันได้บ่อยที่สุดอย่างที่หาสาเหตุไม่ได้แน่ชัด เราอาจจะโทษชะตาฟ้าดินเอาได้ดื้อๆว่าคนที่ต่างออกไปซวยเอง โชคร้ายที่เกิดมาต่างจากใครเขาหรืออาจจะไม่ได้แตกต่างมาแต่เกิด หากเพียงเขาเลือกที่จะไม่เหมือนใครเอง และมันเป็นเรื่องที่ใครก็ช่วยไม่ได้ที่เขาต้องพบเจอในสิ่งที่กำลังเผชิญเฉกเช่นทุกวันนี้

ฉันเองไม่ใช่คนดีเด่อะไรนักและมักบอกใครๆรอบข้างอยู่เสมอว่าตัวกูนี้เลวเพียงใด หากแต่ฉันจะมีความดีอะไรที่พอจะหลงเหลืออยู่สักอย่างสองอย่างก็คงจะเป็นในเรื่องความพยายามที่จะไม่เลือกปฏิบัตินี่แหละ แต่ก่อนอื่นเราคงต้องมาจำกัดความถึงการเลือกปฏิบัติก่อนนะเพื่อที่จะได้เข้าใจตรงกัน ทั้งฉันคนเขียนและคุณคนอ่าน การเลือกปฏิบัติที่ฉันกำลังพูดถึง ไม่ได้หมายถึงการลำเอียงเล็กๆน้อยๆในกลุ่มเพื่อน เช่นสนิทกับคนไหนมากกว่าก็ให้ของขวัญวันเกิด ปีใหม่ หรือเทศกาลลิงถีบอะไรก็ตามในมูลค่างบที่สูงกว่าเพื่อนคนอื่น หากแต่เป็นเรื่องที่ซีเรียสกว่านั้นเยอะ อย่างเช่น การเลือกปฏิบัติทางเพศ การเลือกปฏิบัติผ่านการเหยียดเชื้อชาติ การเลือกปฏิบัติทางศาสนา และอะไรอีกมากมายหลายอย่างชนิดที่หลายๆคนคาดไม่ถึงว่าจะได้พบพานในโลกอันฟอนเฟะของเรานี้

ด้วยความที่ฉันรับไม่ค่อยได้กับเรื่องพรรค์นี้ ฉันจึงพยายามอยู่ตลอดมาในการที่จะลดการเลือกปฏิบัติในสังคมลงไม่ทางตรงก็ทางอ้อม หลายๆครั้งที่ฉันได้พบเจอคนใกล้ตัวมีทัศนคติที่ผิดเพี้ยนบิดเบี้ยวในการเลือกปฏิบัติ หลายคนยังคงมีความเห็นว่าตราบใดที่เราล้อเลียนปมทางเชื้อชาติหรือสีผิวของใครสักคนกันในกลุ่มคนสนิทของตนเองเป็นเรื่องที่ทำได้อย่างปกติ และไม่ใช่เรื่องที่สมควรต้องสำนึกผิดอะไรเลย คำพูดที่หลุดออกมาจากปากแสดงถึงสิ่งที่คิดในหัวและความรู้สึกที่อยู่ในใจ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าความรู้สึกดีๆที่ฉันเคยมอบให้เจ้าของคำพูดคนนั้นลดลงจากเดิมเกือบครึ่งใจ

นับตั้งแต่นั้น ผ่านมาแล้วสามปี เหตุการณ์ที่โต๊ะอาหารวันนั้นยังคงสะท้อนภาพชัดในหัว ฉันเฝ้าแต่คิดว่าความเห็นแก่ตัวชนิดไหนกันหนอที่ทำให้คนเราเข้าใจว่าการล้อเลียนปมผู้อื่นโดยที่ไม่ได้กระทำต่อหน้าเจ้าตัวไม่ใช่เรื่องผิด จะว่าเห็นแก่ตัวอยากจะเล่นสนุกสนานมันก็ยังไม่ใช่ หรือเพราะเขายังไม่เคยเป็นฝ่ายถูกกระทำ ยังไม่เคยโดนเข้ากับตัวเองเลยไม่รู้ซึ้ง ไม่รู้สึก แต่ฉันก็ไม่คิดว่าคนที่กระทำการแบบนี้จะเป็นคนที่มีความรู้สึกรู้สมหรือเอาใจเขามาใส่ใจเราอะไรนัก พอถึงเวลาที่เขาเป็นฝ่ายถูกกระทำบ้าง เขาก็อาจจะแค่ยักไหล่แล้วเดินจากไป ง่ายๆอย่างนั้นเลย

เหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นครั้งที่ทำให้ฉันมีความรู้สึกเกี่ยวกับเรื่องนี้แรงที่สุด และมันทำให้ฉันตั้งปณิธาณกับตัวเองเลยว่าหากมีคนไหนในชีวิตของฉันเป็นคนที่มีทัศนคติเพิกเฉยต่อการเลือกปฏิบัติและเหยียดเพื่อนมนุษย์ และไม่คิดที่จะปรับปรุงตัวหลังจากได้รับคำเตือนจากฉัน ฉันพร้อเสมอที่จะตัดคนผู้นั้นออกไปจากวงจรชีวิตของฉันอย่างถาวร รวมทั้งคนใหม่ๆที่เพิ่งได้รู้จักก็เช่นกัน ถ้าเป็นคนแบบนั้นละก็ ฉันจะไม่ต้อนรับเขาเข้าสู่วงจรชีวิตของฉันอย่างแน่นอน สำหรับใครที่รู้จักฉันและกำลังอ่านโพสท์อยู่ตอนนี้ ถ้าคุณเข้าข่ายมีพฤติกรรมอันน่ารังเกียจดังกล่าว รบกวนพิจารณาตัวเองด้วย ก่อนที่เราจะโบกมือบ๊ายบายกลายเป็นคนเคยรู้จักไปตลอดกาล

3.10.13

G r e a t E x p e c t a t i o n

0 comments
คนเราทุกวันนี้ใช้เวลาอยู่กับโลกเสมือนกันมากขึ้น อาจจะเป็นเพราะมีความต้องการที่จะหลีกเร้นชีวิตอันจำเจจากโลกแห่งความเป็นจริง แสวงหาความตื่นเต้นใหม่ๆกับโลกจำลองที่ไม่เคยพบมาก่อน สังคมในโลกเสมือนก็มีให้เราพบเห็นกันอยู่ทั่วไป อย่างเช่นการที่ฉันกำลังนั่งอัพบล็อกอยู่นี้ หรือการตอบกระทู้ในเวบบอร์ดต่างๆ แม้แต่การมุงดราม่าจากเวบอิจ่าก็เช่นเดียวกัน นับว่าการท่องไปในโลกเสมือนนี้ได้เปิดโลกให้เราได้พบเจอกับประสบการณ์ใหม่ๆ รวมทั้งพบปะกับผู้คนใหม่ๆด้วย

นอกจากการเล่นเวบบอร์ดซึ่งฉันมีพันทิปเป็นที่สิงสถิตย์ประจำแล้ว กิจกรรมอีกอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่การพบปะผู้คนในโลกเสมือนก็คือการเล่นเวบไซท์หาเพื่อนต่างชาติ เวบไซท์พวกนี้ส่วนมากจะระบุจุดประสงค์ไว้อย่างชัดเจน ว่าเป็นการหาเพื่อนทางจดหมาย หามิตรภาพ แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม แลกเปลี่ยนภาษา หรือแม้แต่หาคู่ก็ตาม เวบไซท์ที่ฉันเป็นสมาชิกอยู่ มีจุดประสงค์หลักเพื่อหาเพื่อนและแลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ซึ่งฉันก็ไม่คิดว่าจะมีสักกี่คนหรอกนะที่สามารถทำได้ตามเจตนารมณ์ของเวบ เพราะส่วนมากฉันก็เห็นแต่ละนายนางเลือกแอดแต่เพื่อนต่างเพศหน้าตาแจ่มๆจากอีกฝากฝั่งของโลกสะสมไว้เป็นกระบุง หรืออีกหลายพวกก็ตั้งหน้าตั้งตาคุยกับคนชาติเดียวกันอย่างออกรสออกชาติด้วยภาษาแม่ที่เป็นภาษาถิ่น และฉันต้องยอมรับแบบหน้าชาว่าสมาชิกในเวบส่วนมากที่มีพฤติกรรมดังกล่าวก็คือเพื่อนร่วมชาติของฉันนี่แหละ


สิ่งที่ฉันสังเกตได้อย่างหนึ่งจากการที่ชอบท่องเที่ยวพบปะผู้คนในโลกเสมือนนั่นก็คือ ความคาดหวังของคนเราที่มีต่อการพบปะเพื่อนใหม่ เวบไซท์ขาประจำของฉันนั้น มีฟังก์ชั่นให้กรอกประวัติส่วนตัว พร้อมทั้งข้อความแนะนำตัวต่างๆ นัยว่าให้เพื่อนสมาชิกที่กดเข้ามาดูประวัติได้ทราบว่าเราเป็นใคร มาจากไหน เป็นคนยังไง จะรู้ลึกรู้ดีทีวีพูลหรือผิวเผินแค่ไหน ก็แล้วแต่ว่าเจ้าของโพรไฟล์จะกรอกประวัติและตั้งค่าต่างๆเอาไว้อย่างไร

มีสมาชิกหลายคนลงรายละเอียดในส่วน request ไว้ในทำนองว่า ไม่ชอบการทักมาแบบสั้นๆ ตัวอย่างเช่น หวัดดี ว่าไง สบายดีหรือเธอ พร้อมทั้งให้ความเห็นว่าการทักทายแบบนี้เป็นอะไรที่ไม่ค่อยสร้างสรรค์เลย ทำไมไม่พูดอะไรที่มันแปลกใหม่กว่านี้ละ อืมมม แปลกใหม่เหรอ จะให้กูทักว่าพ่อมึงตายมั้ยละ แปลกใหม่ดีออก หรือบางคนที่ดูก้าวร้าวกว่านั้น ก็จะชอบย้ำว่า ไอ่ข้อความทักทายแบบง่ายๆดาดๆนั้น กูจะไม่มาเสียเวลาตอบของมึงหรอกนะ กูลบเลย เสียเวลาทั้งของมึงและของกู ถ้ามึงไม่มีปัญญาครีเอทข้อความเก๋ๆได้ ก็ไม่ต้องส่งมาหากู จงรีบปิดหน้าโพรไฟล์นี้ซะ แล้วไปหาคนอื่นเถิด ฉันว่าคนที่มีทัศนคติแบบนี้ช่างตื้นเขินสิ้นดี การที่คนเราที่ไม่เคยรู้จักกันมาก่อนเลยจะเริ่มเอื้อนเอ่ยวาจาทักกันครั้งแรก มันจะไปสรรหาอะไรมาทักทายกันที่มันลึกซึ้งไปกว่าการถามสารทุกข์สุขดิบแบบพื้นๆวะ เพราะเราทุกคนในที่นั้นต่างก็เป็น total stranger ต่อกันทั้งสิ้น และไม่ใช่ทุกคนที่จะใจกล้า หน้าด้าน หรือมนุษย์สัมพันธ์ดีจัด ถึงกับขั้นที่จะไปทักคนแปลกหน้าด้วยข้อความยาวเหยียดเป็นสิบๆประโยคได้ ฉันว่าการทักทายถามสารทุกข์สุขดิบแบบพื้นๆก็พอเหมาะพอควรแล้วที่จะเริ่มต้นมิตรภาพกับคนแปลกหน้า คำทักทายที่เก๋ไก๋ แปลกใหม่ หาได้จำเป็นไม่

การที่คนเราสมัครใจมาใช้บริการเวบไซท์หาเพื่อนย่อมแปลว่าเขามีความคาดหวังที่จะได้รับมิตรภาพดีๆตอบกลับมา หากแต่บางคนกลับมาตั้งแง่เอากับอีแค่เรื่องคำทักทายที่เรียบไป ใช้คำไม่เก๋ ไม่ครีเอท เป็นเพียงแค่การทักทายดาดๆที่พบกันอยู่ในชีวิตประจำวัน คนจำพวกนี้คงไม่จำเป็นอะไรที่เราจะต้องไปให้ราคา หรือมิตรภาพตอบแทน ตราบใดที่เขายังมีทัศนคติที่เป็นภัยต่อการเริ่มต้นความสัมพันธ์เช่นนี้

2.10.13

N o B u l l i e s

0 comments

ด้วยความชื่นชอบที่ฉันมีในตัว Nick Vujicic ทำให้ฉันตามหาคลิปการพูดของเขามาฟังอยู่ตลอด และเรื่องที่ฉันชอบที่สุดในการพูดของเขา คือเรื่อง Bullying โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันเกิดขึ้นในโรงเรียน เพราะฉันเกลียดการข่มเหงรังแกกันที่สุด ฉันเชื่อว่าแต่ละคนมีคุณค่าและงดงามตามแบบฉบับของเราเอง เราทุกคนล้วนมีคุณค่ามีสิ่งดีๆในตัวกันทุกคน และเราจำเป็นต้องเคารพในความแตกต่างนี้ คนที่ผิดคือคนที่ล้อเลียน ข่มเหง รังแกคนอื่น ไม่ว่าจะเป็นคนที่ด้อยกว่าหรือคนที่เสมอกันก็ตาม นี่ไม่ใช่เรื่องที่จะปล่อยให้มันผ่านไป โดยทำไม่รู้ไม่เห็นว่ามันมีอยู่และเกิดขึ้นจริงรอบๆตัวเราในทุกวันนี้ ในประเทศไทยของเราเองก็มีการข่มเหงรังแกเกิดขึ้นในโรงเรียนไม่น้อย แต่พวกเราเลือกที่จะปิดหูปิดตากัน ทั้งนักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง คุณครู ผู้บริหารโรงเรียน แม้แต่ผู้บริหารประเทศ ฉันหวังว่าคลิปนี้คงช่วยเปิดตาและเปิดใจของทุกคนได้บ้าง


สำหรับใครที่ไม่เคยรู้่ว่าปัญหานี้มันมีอยู่ในบ้านเรา ที่เคยคิดว่ามีแต่ในหนังฝรั่งหรือเปล่า ก็จงรับรู้ไว้ซะว่ามันมีจริงและร่วมมือกันหาทางแก้ด้วย ขออย่าได้เพิกเฉย เพียงแค่คุณเพิกเฉย คุณก็เหมือนทำตัวเป็นส่วนนึงของปัญหาแล้วละ อย่าคิดว่าธุระไม่ใช่ หรือว่าเพียงตัวเราคนเดียวคงเปลี่ยนแปลงอะไรไม่ได้ คุณคิดผิดถนัด ถ้าคุณยังจะพอมีหัวจิตหัวใจอยู่บ้าง ฉันเชื่อว่าคุณรู้ว่าสิ่งนี้มันผิด มันไม่สมควรเกิดขึ้น และลึกๆแล้วคุณก็อยากเห็นความเปลี่ยนแปลงเหมือนกัน มีคำพูดนึงที่ฉันชอบมากเลยก็คือ If you want something to change, be that change.


ส่วนใครที่ชอบข่มเหงรังแกคนอื่นก็ขอให้เลิกการกระทำนี้ซะ เพราะมันไม่เท่เลย ไม่ได้โชว์ความแข็งแกร่งเลยแม้แต่น้อย มันโชว์ความไร้หัวใจ ความวิปริตและความเลวร้ายในใจคุณต่างหาก สิ่งที่คุณทำอยู่นี้ทำร้ายชีวิตคนอื่นอย่างมาก คุณไม่มีทางรู้เลยว่าคำพูดของคุณอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายที่จะทำให้ใครบางคนอยากจบชีวิตตัวเองลง และไปให้พ้นๆจากโลกนี้ซะ มันสะใจคุณมากใช่มั้ยที่ได้ล้อเลียนคนอื่น ที่ได้ข่มเหงรังแกคนอื่น คุณคิดว่าคุณมีสิทธิ์อะไรไปทำเขาแบบนั้น ใหญ่มาจากไหน หรือคิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่นยังไงถึงจะเที่ยวไปล้อเลียนปมด้อยของคนอื่นได้ อย่าให้คนอื่นเขาต้องว่าคุณได้ว่าโตมาในครอบครัวแบบไหน หัดรักคนอื่นให้เป็นเถอะ มองหาคุณค่าในตัวคนอื่นบ้าง หัดที่จะยอมรับความแตกต่างของผู้อื่น หัดเอาใจเขามาใส่ใจเราบ้าง มันคงไม่ยากเกินไปใช่มั้ย


สำหรับคนที่ถูกข่มเหงรังแก ขอให้คุณรักตัวเองให้มากๆ เชื่อมั่นในคุณค่าและความงดงามของตัวเองอยู่เสมอ อย่าไปใส่ใจคำลวงจากปากของคนใจร้ายรอบตัวคุณ จงมีความกล้าที่จะลุกขึ้นสู้ บอกกับคนที่เขารังแกคุณให้หยุด จงมีความกล้าที่จะหาที่พึ่ง ผู้ใหญ่สักคนที่ไว้ใจได้ ที่จะช่วยจัดการกับสถานการณ์ที่ย่ำแย่ของคุณได้ ถ้าหากที่บ้านคุณไม่ใช่สถานที่อันอบอุ่นที่จะเข้าใจคุณแล้วละก็ ลองมองหาที่โรงเรียนดู มันจะต้องมีครูบาอาจารย์คนไหนสักคนสิน่า ที่พร้อมจะทำหน้าที่นี้ให้กับคุณได้


อีกกลุ่มคนที่จะไม่พูดถึงไม่ได้เลยก็คือ ครูและผู้บริหารโรงเรียน ขอพูดแรงๆเลยว่าหัดมีจรรยาบรรณกันซะบ้าง อย่าเอาแต่ทำตัวเหมือนเลียไข่ผู้ปกครองรวยๆที่จะมีเงินอุดหนุนโรงเรียนมากๆ ถ้าลูกเขาทำตัวไม่ดี รังแกเพื่อน ก็ต้องว่ากันตามผิดตามถูก อย่าจัดการกับปัญหาเหมือนไฟไหม้ฟาง ต้องทำแบบจริงจังและถอนรากถอนโคน ครูเองต้องระลึกไว้ตลอดเลยว่ามีเด็กจำนวนนึงที่ทางบ้านเขาไม่อบอุ่นพอที่จะเป็นที่พึ่งในเรื่องแบบนี้ได้เลย ถ้าคุณไม่ช่วยเขา เอาหูไปนาเอาตาไปไร่ คิดแต่ว่ามันคือเรื่องของเด็กๆทะเลาะกัน เท่ากับว่าคุณมีส่วนทำร้ายชีวิตเด็กทางอ้อม เป็นครูกับเขาทั้งที ไม่ใช่จะสอนแต่วิชาการต้องสอนการใช้ชีวิตด้วย


และสุดท้ายหน่วยที่สำคัญที่สุดคือครอบครัว สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครองทุกคนที่มีโอกาสได้ดูคลิปนี้ ขอให้พวกคุณรักลูกของคุณให้มากๆ รักและแสดงออกให้พวกเขารับรู้ ให้พวกเขาเห็นคุณค่าของตัวเอง เสริมสร้างให้พวกเขามีความนับถือในตัวเอง และสอนให้พวกเขายอมรับในความแตกต่างของตัวเองและผู้อื่นด้วย นี่คือหน้าที่หลักอีกอย่างนึงของพวกคุณที่จะเสริมสร้างเกราะอันเข้มแข็งในจิตใจของลูกๆ และปลูกฝังความคิดที่ถูกต้องในการมีมุมมองต่อคนรอบข้างให้แก่พวกเขา แต่ถ้าคุณเป็นหนึ่งในพ่อแม่ที่กำลังเพาะนิสัยไม่ดีในการชอบข่มเหงรังแกให้ลูกอยู่แล้วละก็ เลิกซะนะ ถ้าไม่อยากเห็นลูกเป็นหมาหัวเน่า



ป.ล. คลิปนี้ฉันแปลเองตัดต่อเองทั้งหมดทุกขั้นตอน การแปลอาจจะไม่ได้เริ่ด การตัดต่ออาจจะไมไ่ด้สมบูรณ์แบบ แต่เปี่ยมไปด้วยความตั้งใจดี ขอเชิญกดไลค์และแชร์กันไปให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ เพื่อสังคมที่ไม่มีการข่มเหงรังแกกัน

1.10.13

ข้ า นิ ย ม

0 comments
บ่ายวันหนึ่ง ณ ห้องรับแขกที่บ้านย่านลาดพร้าว หลังจากที่อ่านหนังสือพิมพ์เสร็จตามปกติ ฉันเหลือบไปเห็นหนังสือวิชาสุขศึกษาของลูกพี่ลูกน้องวางอยู่ที่โต๊ะ ด้วยความที่ไม่มีอะไรทำฉันเลยหยิบขึ้นมาพลิกดูสักหน่อย อยากจะรู้ว่าเด็กสมัยนี้เรียนเหมือนกับฉันหรือเปล่า  พลิกไปพลิกมาได้ไม่กี่หน้าฉันก็เจอกับแบบฝึกหัดท้ายบทข้อหนึ่งที่ว่า


การกระทำใดที่แสดงให้เห็นว่าเพศหญิงมีคุณค่า
ก. รักนวลสงวนตัว
ข. แต่งตัวทันสมัย
ค. มีความถือตัว
ง. มีรูปร่างดี

ฉันไม่คิดว่าฉันจะตอบแบบฝึกหัดข้อนี้ได้ถูกเลย สำหรับฉันแล้วคำถามข้อนี้ไม่มีคำตอบใดถูกเลยสักข้อเดียว หากจะตอบแบบเอาใจคนเขียนตำรา เอาใจครูผู้สอน หรือตอบแบบใช้ไหวพริบเพื่อให้ได้มาซึ่งคะแนน ก็สมควรจะตอบข้อ ก. รักนวลสงวนตัว แต่เฮ้ ผู้หญิงที่แต่งตัวทันสมัย ผู้หญิงที่มีความถือตัว และผู้หญิงที่มีรูปร่างดี ไม่ใช่ผู้หญิงที่มีคุณค่าหรืออย่างไร ผู้หญิงทุกคนบนโลกนี้ล้วนแต่มีคุณค่าในตัวของตัวเองทั้งสิ้น แล้วแบบฝึกหัดนี้กำลังยัดเยียดมุมมองที่ผิดๆแบบไหนให้กับเยาวชนของเรา


ฉันไม่แน่ใจว่าค่านิยมที่ยกย่องผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวนั้นมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ในสังคมไทย ฉันไม่ปฏิเสธว่าการรักนวลสงวนตัวมันเป็นสิ่งที่ดี ถึงฉันจะไม่เห็นด้วยและไม่มีความคิดว่าตัวเองรวมทั้งลูกหลานที่เป็นผู้หญิงของฉันจะต้องปฏิบัติก็ตาม ฉันรู้สึกได้อย่างชัดเจนเลยว่าค่านิยมตัวนี้ไม่ได้เพียงแต่จะยกย่องผู้หญิงที่รักนวลสงวนตัวอย่างเกินเหตุเท่านั้น แต่มันยังกดค่าของผู้หญิงประเภทที่ไม่รักนวลสงวนตัวหรือไม่เห็นความจำเป็นของค่านิยมนี้ให้ต่ำลงอีกด้วย

ความจริงฉันอยากจะเรียกสิ่งนี้ว่า "ข้านิยม" เสียมากกว่า ทำไมน่ะเหรอ เพราะว่าการที่เราตัดสินสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามอำเภอใจแล้วเที่ยวบอกเที่ยวสั่งใครต่อใครว่านี่คือสิ่งที่ดี คือสิ่งที่ทุกคนต้องทำตาม เพราะเราเลือกแล้วว่ามันดี ใครที่ไม่ทำตามคือแย่ คือใช้ไม่ได้ เราทำมันเพียงเพราะเรา "นิยม" ในสิ่งนั้นๆ เห็นว่ามันดีงามไปเอง และเราก็ไปบังคับให้คนอื่นเชื่อในแบบที่เราเชื่อ รวมทั้งส่งต่อความเชื่ออันบิดเบี้ยวนี้ต่อกันมาหลายชั่วอายุคน มันไม่ใช่ "คุณค่า" ที่น่า "นิยม" มันเป็นเพียงแค่ "ข้า" นิยมในสิ่งๆนั้น "ข้า" เลือกแล้วว่ามันดี มันถูก มันควร เพราะฉะนั้น "เอ็ง" ต้อง "นิยม" ในสิ่งนั้นตาม "ข้า" กระบวนการทั้งหมดก็เป็นเช่นนี้ มันเป็นเพียงแค่กระบวนการล้างสมองแบบฝังหัวที่ถ่ายทอดกันมาชั่วนาตาปี ที่ฉันก็ไม่รู้ว่าจะสิ้นสุดหยุดลงเมื่อไหร่

ถ้าสิ่งที่ฉันคิดหรือกำลังจะพูดต่อไปในนี้จะทำให้ใครหลายคนที่ได้อ่านได้รับรู้มองเห็นฉันเป็นคนที่มีความคิด "ดัดจริตแบบฝรั่ง" ฉันก็หาได้แคร์ไม่ เพราะฉันรู้ว่าฉันเป็นใคร คิดอะไร และฉันก็เป็นของฉันแบบนี้มาตั้งโกฏิปีแล้วด้วย สำหรับฉันแล้วไม่มีสิ่งไหนหรืออะไรที่จะใช้ตัดสินหรือวัดค่าของคนเราได้ ไม่ว่าคนๆนั้นจะเป็นเพศไหนก็ตาม คนที่กำลังตัดสินว่าผู้หญิงคนไหนมีค่าสูงส่งหรือด้อยค่ากว่ากันด้วยบรรทัดฐานบางอย่างนั้น นับว่าเป็นการกระทำที่แสดงออกถึงความคิดอันตื้นเขินอย่างที่สุด เขาพวกนั้นรู้อะไรบ้างเกี่ยวกับ "คุณค่า" ของความเป็นมนุษย์ ที่ไม่ว่าจะยากดีมีจน ไม่ว่าจะเพศพันธุ์ หรือสีผิวไหนๆล้วนมีอยู่ในตัวทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สิ่งที่ทำให้คนเรานั้นแตกต่างกันก็มีเพียงแค่สิ่งแวดล้อม ความคิด การตัดสินใจ อาจจะรวมทั้งโชคชะตาอีกนิดหน่อยเท่านั้นแหละ ที่จะเสกสรรปั้นแต่งให้แต่ละชีวิตบนโลกนี้ดำเนินในครรลองที่แตกต่างกันไป หาใช่มาจากการเอา "ข้านิยม" ของใครบางคนมาตัดสินชี้ชะตา หรือในบางครั้งเราจะเรียกมันว่า "ตราหน้า" ก็ยังได้ เมื่อชีวิตของคนหนึ่งถูกใครอีกคนหรือหลายคนตราหน้า สิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้นอาจจะกลายเป็น "ตราบาป" ไปเลยก็ได้

หลายๆครั้งที่มีคนออกมาวิพากย์วิจารณ์ถึงความเป็นไปในสังคมเช่น ปัญหาของเด็กเก็บแต้ม จะต้องมีคนกลุ่มหนึ่งที่ดาหน้ากันมาตัดสินว่าเด็กสก๊อยล่าแต้มนั้นช่างมีคุณค่าความเป็นผู้หญิงต่ำเตี้ยเรี่ยดินซะเหลือเกิน แต่สำหรับฉันแล้วน้องนางสก๊อยล่าแต้มพวกนี้ก็ไม่เห็นจะด้อยค่ากว่าเด็กเรียนผู้ไม่ประสีประสาต่อโลก หรือเด็กหลังห้องที่เป็นโอตาคุและหลงใหลการแต่งคอสเพลย์ หรือแม้แต่เด็กคอนแวนต์ที่เป็นติ่งเกาหลีตรงไหนเลย เรื่องราวทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับชีวิตของพวกเธอก็มาจากการเติบโตมาในสภาพแวดล้อมและสังคมที่แตกต่างกัน ที่มันหล่อหลอมให้คนเรามีกระบวนการคิดและตัดสินใจที่แตกต่างกันก็เท่านั้น หาใช่มิเตอร์บ่งชี้วัดค่าความเป็นคนที่ดีหรือผู้หญิงที่ดี

การตัดสินคนอื่นด้วย "ข้านิยม" แบบนี้นับว่าเป็นการกระทำที่ตื้นเขินและใจร้ายอย่างที่สุด คนที่เที่ยวชี้นิ้วติดสันคุณค่าของคนอื่น มันผู้นั้นแหละคือคนที่สมควรได้รับการตัดสินและลงโทษเป็นที่สุด และหากจะต้องหากันว่าใครคือคนที่มีคุณค่าน้อยที่สุด ฉันว่าประดาคนที่ชอบตัดสินคนอื่นนี้แหละที่มีคุณค่าในตัวเองน้อยกว่าใคร

30.9.13

I n t e r n a t i o n a l M o t h e r ' s D a y

0 comments
Scenario #1 หนึ่งสัปดาห์ก่อนสอบ

แม่เด็กชายอดัม: นี่ใกล้สอบแล้ว อ่านหนังสือมั่งรึยังลูก ; เด็กชายอดัม: เอาน่าแม่ วิชาซัมเมอร์ ชิลๆ
แม่เด็กหญิงมินนี่: ใกล้สอบแล้ว ทำไมยังไม่ท่องหนังสืออีก ฮึ ; เด็กหญิงมินนี่: เอาน่าแม่ ทำได้น่าาา

Scenario #2 ช่วงหลังอาหารมื้อเย็น
แม่เด็กชายอดัม: เอ๊ะ นี่ชามในตู้มันหายไปไหนหมดนี่ (ว่าแล้วก็พลางเดินไปดูที่ห้องของเด็กชายอดัม เห็นชามเต็มโต๊ะหนังสือ) กินแล้วทำไมไม่เอาไปล้างฮีลูก
แม่เด็กหญิงมินนี่: กินเสร็จแล้วก็รีบล้างสิ จะแช่เอาไว้ทำไมกัน จะรอให้ใคร (ชั้น) ล้างเหรอ

Scenario #3 ณ บ้านปู่ย่าตายาย ช่วงใกล้สอบ
แม่เด็กชายอดัม: แม่คะ นี่อดัมจะสอบอยู่อีกไม่กี่วันนี้แล้ว ยังไม่อ่านหนังสืออีก ; คุณยายเด็กชายอดัม: แม่มั่นใจว่าหลานมันทำได้น่า
แม่เด็กหญิงมินนี่: เด็กหนูมันไม่อ่านหนังสือเลยนี่ เกิดตกขึ้นมาจะทำยังไง ; คุณตาเด็กหญิงมินนี่: เอาน่า ไม่ต้องห่วงมันหรอก เด็กมันก็มีวิธีของมัน

Scenario #4 หนึ่งสัปดาห์ก่อนเปิดเทอม
แม่เด็กชายอดัม: อดัม ใกล้เปิดเทอมแล้วนะลูก ยังจะนอนเช้าตื่นเที่ยงอยู่อีกหรอ ปรับเวลาได้แล้ว
แม่เด็กหญิงมินนี่: นี่หนูจะเป็นค้างคาวหรือไงเนี่ยลูก นอนกลางวันตื่นกลางคืนเนี่ย เล่นอะไรกันนักหนา คอมพ์เนี่ย

Scenario #5 ณ โต๊ะอาหารมื้อเย็น
แม่เด็กชายอดัม: กินเสร็จแล้ว ลุกไปทำไมไม่เก็บเก้าอี้ละอดัม
แม่เด็กหญิงมินนี่: นังมินนี่!!! มาเก็บเก้าอี้เดี๋ยวนี้เลย

Scenario #6 ณ โต๊ะอาหารมื้อเย็น วันผักเยอะ
แม่เด็กชายอดัม: นี่ลูกจะไม่ตักผักมั่งเลยเหรอลูก กินแต่เนื้อนะเนี่ย
แม่เด็กหญิงมินนี่: หัดกินๆซะมั่งนะผักน่ะ มัวแต่เขี่ยอยู่ได้ น่าเกลียดจริงเชียว

เด็กชายอดัมและแม่ของเขาคือโฮสท์แฟมิลีที่ฉันไปอยู่ด้วยเป็นระยะเวลา 5 สัปดาห์ ในช่วงที่ฉันไปเรียนต่อที่ออสเตรเลีย จากเหตุการณ์ที่เจอมาทั้งหมดทำให้ได้รู้ว่าความเป็นแม่นั้นเหมือนกันทั่วโลกเลย และไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็หนีไม่พ้นจริงๆ ถึงแม้จะไม่ได้โดนกับตัวเองก็ตาม ก็จะต้องเห็นต้องได้ยินจากแม่คนอื่นตลอด ทุกอย่างนี้ทำให้รู้ว่าพวกเรายังคงเป็นเด็กในสายตาของแม่เราอยู่เสมอ

ป.ล. ความจริงอดัมก็ไม่ใช่เด็กเล็กๆแล้ว ตอนนั้นอายุ 18 แล้วด้วยซ้ำ แต่เรียกเด็กชายกับเด็กหญิงให้มันดูน่ารักคิขุไปยังงั้นเอง

29.9.13

ข น ( 2 )

0 comments

ขนหน้าอก

เริ่มหัวข้อนี้แล้วทำให้รู้สึกว่าเซ็กซี่ยังไงก็ไม่รู้ ฮิฮิ เท่าที่ฉันรู้ ฉันว่าผู้ชายไทยส่วนมากไม่มีขนหน้าอกกันเท่าไหร่นะ ถ้าจะมีก็อาจจะเป็นคนใต้ แนวสามจังหวัดชายแดนที่มีเชื้อลูกผสมอะไรทำนองนั้น หรือชายไทยภาคอื่นๆที่เป็นลูกครึ่งหรือลูกผสมอะไรก็แล้วแต่ก็น่าจะพอมีขนหน้าอกบ้าง แต่ก็อาจจะไม่ดกเท่าพวกฝรั่งหรือแขก

ฉันก็ไม่รู้จะพูดอะไรดีเกี่ยวกับขนส่วนนี้ แต่จะบอกว่าฉันเองไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย มันดูรก ดูเหมือนหมี ดูสกปรก ดูเป็นที่สะสมกลิ่นตัวยังไงไม่รู้ ยิ่งกว่าขนรักแร้อีกนะ ฉันเคยบอกแฟนเก่าคนนึงฉันสมัยที่จีบกันใหม่ๆว่าฉันไม่ชอบผู้ชายมีขนหน้าอกเอาซะเลย มันดูหยึยมาก พ่อเจ้าประคุณดีใจใหญ่ พร้อมกับบอกว่าผมไม่มีขนหน้าอกแหละ นอกจากนั้นผมยังเอาขนจั๊กก้าผมออกด้วยนะ เพราะผมไม่ชอบ ฟังแล้วไม่รู้จะดีใจหรือเป็นงงดี

แปลกเหมือนกันที่เพื่อนสาวของฉันส่วนมากกลับชอบผู้ชายมีขนหน้าอก พวกมันบอกว่าดูเซ็กซี่มีเสน่ห์ดี อย่างเช่น จอห์นนี่ แอนโฟเน่ เพื่อนๆก็กรี๊ดกร๊าดในเขาหน้าอกของฮีกันมาก หรือจะหนุ่มหล่อสมัยนี้อย่างณเดชน์ แบร์รี่ ที่มีขนหน้าอกพอหรอมแหรม ไม่ดกน่ากลัว ก็ดูน่ามองไปอีกแบบ ซึ่งฉันว่าฉันก็พอรับได้กับแบบหลังนี้นะเพราะมันไม่ดกเกิน 

ฉันไม่รู้จะพูดอะไรจริงๆในหัวข้อนี้ ก็เลยกลายเป็นการให้คะแนนขนหน้าอกดาราไปเสียฉิบ

ขนหน้าท้อง

แอร๊ยยย แค่ฟังก็แซ่บแล้ว ขนหน้าท้อง ถ้ามาพร้อมกับ 6 packs abs จะเป็นอะไรที่น่ามองมาก และเป็นอะไรที่สาวน้อยสาวใหญ่ หรือแม้แต่สาวแก่ก็ล้วนแต่อยากได้มาครอบครอง แต่ถ้ามันมาพร้อมกับ 1 pack abs และขนหน้าอกดกเฟิ้มละก็ สยองมาก หมีกริซลี่ดีๆนี่เอง กรี๊ดดด

ฉันเองเคยได้ยินมาจากไหนก็จำไม่ได้แล้วว่า ส่วนมากผู้ชายถ้ามีขนหน้าท้อง ก็จะมีขนหน้าอกด้วย ซึ่งก็เป็นอะไรที่พิสูจน์กันยากมาก คนเป็นสาวเป็นแส้อย่างฉัน จะเที่ยวไปขอถกเสื้อชายหนุ่มเพื่อสำรวจขนหน้าอก ขนหน้าท้องก็ดูจะกระไรอยู่ ถึงแม้จะอยากทำมากๆเลยก็ตาม ฮ่าๆ แต่เท่าที่ฉันเจอมาจากผู้ชายรอบตัว คิดว่าคำกล่าวนี้มีส่วนจริงอยู่มากทีเดียว อย่างผู้ชายในครอบครัวฉันไม่มีกันสักคน ไม่ว่าจะขนตรงหน้าอกหรือหน้าท้อง ไหนจะยังพวกเพื่อนๆหรือรุ่นพี่รุ่นน้องฉันอีกที่ฉันแอบลอบมองสมัยเรียนมหาลัย อาศัยช่วงมีกิจกรรมรับน้องแล้วบางคนถอดเสื้อออกกันกลางแจ้ง ก็เป็นลาภตาของฉันไป ฮ่าๆ ส่วนมากก็ไม่ค่อยมีกันทั้งนั้นในทั้งสองที่ หากแต่คนไหนมีก็จะมีทั้งสองที่เหมือนกัน แต่เท่าที่สังเกตก็ไม่ได้มีกันดกเยอะอะไรมาก ไม่เหมือนจอห์นนี่ แต่เหมือนแบร์รี่ 

นอกจากนี้ยังได้ยินมาอีกว่ามีส่วนสัมพันธ์กับขนตามแขนด้วยนะ ถ้าคนไหนที่มีขนหน้าท้องและหน้าอกเยอะๆ ขนตามแขนนี่จะดกด้วยแน่นอน ให้นึกถึงสภาพฝรั่งขนดกๆได้เลย ประมาณนั้นแหละ มีเคสเดียวเท่านั้นที่ฉันเห็นว่าผิดประหลาด ก็คือนักร้องชายคนที่ฉันชอบ ขนแขนฮีดกมากค่ะ ถ้าถ่ายรูปมาแต่แขนพาลจะนึกว่านี่แขนแขก แต่หน้าอกฮีกลับเกลี้ยงเกลา ไม่มีอะไรเลย ที่ท้องก็ไม่มี น่าแปลกมาก ยังไงใครที่อ่านช่วยคอนเฟิร์มความเชื่อนี้ด้วยว่าจริงหรือเท็จยังไง มาร่วมกันพิสูจน์สิคะสาวๆ อิอิ

ขนตรงนั้น

เซ็กซี่เข้าไปใหญ่เมื่อพูดกันถึงส่วนนี้ ฉันรู้จักว่ามีการทำแว็กซ์ขนในส่วนนี้ครั้งแรกก็ตอนที่กำลังจะเข้ามหาลัย ฉันซื้อนิตยสารสุดสัปดาห์มาอ่านและเจอคอลัมน์ความงามอันนึงกล่าวถึงการทำบิกินี่แว็กซ์ไว้อย่างละเอียดมาก ทำให้ฉันได้รู้ว่าผู้หญิงเราก็นิยมที่จะกำจัดขนในส่วนนี้ออกกันด้วย ก่อนหน้านั้นฉันไม่เคยรู้มาก่อนจริงๆ คิดว่าเอาออกกันแต่ขนรักแร้และขนหน้าแข้ง แล้วก็คิดว่าไอ่การที่ตัวเองตัดๆเล็มๆซอยๆของตัวเองอยู่ทุกเดือนนั้น เป็นความอุตริส่วนตัวที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใคร หารู้มั้ยว่าผู้หญิงเค้าทำกันทั่วโลก แถมหนักกว่าฉันอีกคือเปิดให้คนอื่นทำให้ แถมเอาออกแบบถอนรากถอนโคนกันไปเลย

ฉันใช้เวลาตัดสินใจอยู่ปีกว่าๆได้กว่าจะไปทำบิกินี่แว็กซ์ครั้งแรก สาเหตุเพราะว่าอาย อ่านมาถึงตรงนี้แล้วคงจะงงกันว่าคนหน้าด้านอย่างฉันพูดคำนี้เป็นด้วยเหรอ เมื่อกี้ยังบอกว่าแอบดูขนหน้าอกขนหน้าท้องผู้ชายอยู่หยกๆ มาตอนนี้อายซะแล้ว อายที่ฉันว่านี่ฉันหมายถึงว่าอายที่จะให้พนักงานพวกนั้นเห็นว่าเราดูแลส่วนนั้นไม่ดีเท่าที่ควร แบบว่าเล็มๆกันไปตามมีตามเกิด ไม่ต่างอะไรกับคนที่ชอบทาเล็บแล้วปล่อยทิ้งจนเล็บเหลือง นึกอายเล็บตัวเองเวลาต้องเข้าเนลซาลอนเลย และจากที่ทำบิกินี่แว็กซ์เป็นประจำ บอกได้เลยว่าไม่เจ็บ หรือเจ็บก็ทนได้สบายมาก ฉันเองจัดว่าเป็นคนใจเล็กเท่าจิ๋มมด ใจเสาะกับความเจ็บยิ่งกว่าอะไรทั้งปวงแล้ว ยังทนได้เลย เพราะฉะนั้นใครๆก็ต้องทนได้สบาย เชื่อฉันเถอะ

หลังจากที่คร่ำหวอดกับการทำบิกินี่แว็กซ์มาหลายปี ทำให้ฉันรู้ว่ามันมีรูปแบบการแว็กซ์มากมายหลายอย่างให้เลือก ไม่ว่าจะเป็นบิกินี่แว็กซ์ธรรมดา ที่เอาออกแค่ขอบๆ เรียกว่าแค่พอไม่ให้ส่วนเกินมันโผล่แพลมออกมาตามชอบกางเกงใน หรือแบบบราซิเลียนแว็กซ์ หรือบางที่ก็เรียกจีสตริงแว็กซ์ ที่จะเอาออกมากกว่าอีกหน่อย ชนิดที่ว่าต่อให้ใส่กางเกงในจีสตริงก็จะไม่เห็นมีอะไรโผล่แลบออกมา และแบบสุดท้ายคือฟูลบราซิเลียนแว็กซ์ หรือบางที่เรียกฮอลีวู้ดแว็กซ์ ก็คือเอาออกหมดเลย ไม่มีอะไรเหลือให้เกะกะลูกตาจะว่าไปมันก็เป็นเรื่องพิลึกพิกลของคนเรานะ ที่อยู่ดีๆจะไปให้นอนอ้าซ่าให้คนมาถอนขนที่ตรงหว่างขาออกฉับๆ และยิ่งถ้าใครเลือกทำแบบที่เอาออกหมดไม่เหลือ ก็เท่ากับว่าเปิดหมดเลย เห็นกันทุกซอกทุกหลืบจริงๆ ก็ไม่ยักกะอายกัน ไม่รู้ทำไม แต่พอถูกแอบถ่ายวับๆแวมๆตอนลองเสื้อ กลับกรี๊ดบ้านแตก ทั้งที่เห็นขาอ่อนแค่ครึ่งเดียว ใจคนเรานี่ยากแท้หยั่งถึงจริงๆให้ตาย

และสำหรับการทำบิกินี่แว็กซ์เนี่ย ถ้าใครที่มีเจ้าของร่วม ก็ช่วยสอบถามความสมัครใจหรือความต้องการกันก่อนนิดนึงก็น่าจะดี ไม่เช่นนั้นแล้วจะเหมือนเพื่อนฉันคนหนึ่ง นางรีบไปทำฟูลบราซิเลียนไว้เอาใจแฟนหนุ่มหลังจากที่ห่างกันไปนานเกือบปี จากที่ก่อนหน้านั้นนางทำแค่บิกินี่แว็กซ์ธรรมดา พอแฟนหนุ่มเห็นเข้าเท่านั้นแหละ ช็อกซินีม่า แถมบอกว่าคราวหลังอย่าได้ไปทำอีกเพราะมันทำให้เขารู้สึกเหมือนเ_ากับเด็กและเขาไม่ชอบเลย ออกจะแหยงๆด้วยซ้ำ ฮ่าๆ เหตุการณ์ครั้งนั้นทำเอาเพื่อนสาวของฉันจำไปจนวันตาย หรือว่าใครจะลองทำ home waxing กันดูกับท่านเจ้าของร่วมก็เข้าท่าไม่เบา ชอบใจแบบไหน ผลัดกันทำได้ตามใจ เป็นการกระชับความสัมพันธ์ให้แน่นแฟ้นขึ้นด้วย คริคริ

ขนหน้าแข้ง

ฉันสงสัยมาตลอดว่าทำไมคนไทยถึงได้เอาขนหน้าแข็งมาใช้ในการเปรียบเปรยถึงความล่ำซำของฐานะ มันมีนัยยะสำคัญ แปรผันตรงตามกันหรือยังไง ระหว่างเส้นขนบริเวณหน้าแข็งและเงินในบัญชีที่มี แต่ก็เอาเถิด ฉันสงสัยไปอย่างนั้นเอง มันเป็นสำนวนที่ใครๆก็ใช้กันมานานจนชินหู เลยเวลาที่จะไปถามหาแล้วว่ามีที่มายังไง จริงๆที่ต้องเขียนถึงก็เพราะอยากให้มันดูมีสาระอยู่บ้าง ก็เท่านั้น

ฉันเองจัดว่าเป็นผู้หญิงที่มีขนพอประมาณ ถึงจะไม่ได้เยอะจนสังเกตได้ แต่ไม่อาจเรียกว่าเป็นคนขนน้อยได้แน่ๆ สมัยเด็กขนที่ขาฉันยาวมาก ทำให้แม่เป็นห่วงว่าขืนปล่อยเอาไว้ โตไปอาจจะอายเพื่อน เมื่อฉันย่างเข้าวัยรุ่น แม่เลยคิดหาทางให้ฉันกำจัดมันเสีย แม่เริ่มด้วยการถามน้าชายที่เป็นหมอว่าหากจะให้ฉันใช้ครีมขจัดขน จะมีผลข้างเคียงอะไรที่ไม่ดีหรือเปล่า น้าก็บอกว่าอยากใช้ก็ใช้ไปเถิดใครๆเขาก็ใช้กัน แล้วแม่ก็รีบรุดไปซื้อครีมขจัดขนตราโอพิลคามาให้ฉันใช้แต่โดยด่วน หลังจากที่ฉันใช้ไปเพียงแค่หนึ่งครั้ง ก็เห็นผลทันตา ขนหน้าแข้งชุดใหม่ที่งอกออกมามันดูหนาและหงิกงอกว่าเก่าอีก เรื่องนี้ทำเอาฉันโกรธแม่ไปหลายเดือน ขาเดิมก็ดีอยู่แล้ว ไหงมาทำกันแบบนี้ เล่นเอาฉันหมดความมั่นใจที่จะใส่กระโปรงไปเลย จนเมื่อฉันรู้จักกับการแว็กซ์นั่นแหละ เลยได้ใส่สั้นสมใจ อวดเรียวขาสวยๆที่ฉันภูมิใจ จนบางทีคิดไปว่าหรือแม่จะไม่อยากให้ฉันใส่สั้นๆวะ เลยแกล้งให้ฉันมีขนดกที่ขาซะ จะได้ใส่อะไรสั้นๆไม่ได้

ดังนั้นฉันขอเตือนทุกคนที่กำลังคิดจะใช้ครีมขจัดขนที่ขา แม้ว่าในขณะนี้ยังไม่มีรายงานทางวิทยาศาสตร์แบบฟันธงชั้บๆว่าครีมขจัดขนพวกนี้มีส่วนทำให้ขนที่งอกใหม่หงิกงอหรือดกขึ้นกว่าเก่า หรือในทางตรงข้ามกันก็ตามที แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันเช่นกันว่าคุณจะเป็นหนึ่งในผู้โชคร้ายที่ขนขาของคุณจะงอกออกมาหงิกงอและดกดำกว่าเดิม หรือว่าจะลดน้อยถอยบางลงไปจนเป็นที่น่าพอใจ เพราะฉะนั้น อย่าได้เอาขาคุณมาเสี่ยงเลย มันไม่คุ้มกันหรอก ขอเตือนด้วยความหวังดี

จะเห็นได้ว่าเรื่องขนๆทั้งส่วนที่เกินหรือส่วนที่ขาดสะท้อนให้เราเห็นถึงความไม่พอใจในสิ่งที่ตัวเองมีอยู่ของมนุษย์เราทั้งสิ้น ไม่ว่าคุณจะยืดผมให้ตรงได้สักแค่ไหน ผมของคุณที่งอกออกมาใหม่มันก็หยักศกอยู่ดี ไม่ว่าคุณจะไปทำบิกินี่แว็กซ์เพื่อการใส่ชุดว่ายน้ำปีละกี่ครั้งก็ตาม มันก็จะงอกออกมาใหม่ก่อนซัมเมอร์หน้าอยู่แล้ว ไม่ว่าคุณจะเปลี่ยนสีผมเป็นสีอะไร สวยหรือประหลาดล้ำแค่ไหน คุณก็ไม่มีวันหนีสีผมจริงที่พ่อแม่ให้มาได้พ้น และก็ไม่มีวันหนีสีผมที่เปลี่ยนแปลงไปเมื่อคุณย่างเข้าวัยชราได้พ้นเช่นกัน เมื่อตระหนักได้ถึงความจริงเหล่านี้ ฉันจึงหาคำตอบให้ตัวเองได้แล้วว่าพระเจ้าทรงสร้างขนให้กับมวลมนุษย์และสัตว์โลกทำไม



28.9.13

ปิ ด ต า แ ล้ ว เ ปิ ด ใ จ

0 comments
ฉันเป็นแฟนประจำของ Lonely Planet Magazine Thailand โดยปกติเมื่อฉันได้เล่มล่าสุดมาอยู่ในมือ ฉันก็รีบตะลุยอ่านให้สมกับที่รอคอยมานาน มีอยู่หนนึงมีคอลัมน์หนึ่งนำเสนอเกี่ยวกับร้านอาหารร้านหนึ่งที่น่าสนใจมาก ร้านนี้มีชื่อว่า Dine in the Dark ตั้งอยู่ที่ Ascott Sathorn Bangkok


ชื่อของร้านสื่อความหมายอย่างตรงไปตรงมาว่ารับประทานอาหารในความมืด บทความในคอลัมน์ทำให้ฉันรู้ว่าร้านนี้บริการโดยผู้พิการทางสายตาแทบทั้งสิ้น ผู้คนเหล่านี้เรียกตัวเองว่า ไกด์ พวกเขามีหน้าที่พาแขกหลับตาเดินฝ่าความมืดไปยังโต๊ะอาหาร รวมทั้งมีหน้าที่เสิร์ฟอาหาร อีกทั้งยังคอยแนะนำแขกให้สัมผัสประสบการณ์ใหม่ๆที่ใช้ประสาทสัมผัสด้านต่างๆ ตั้งแต่การดมอาหาร การฟังเสียงเพื่อนและเสียงไกด์ การรับรสด้วยลิ้นเพื่อที่จะรู้ว่าอาหารที่ตักเข้าปากไปนั้นคืออะไร และการสัมผัสที่จะบอกได้ว่าช้อนส้อม มีด แก้วน้ำ ถูกวางไว้ตรงไหนบ้าง แค่นี้ก็นับว่าเป็นอะไรที่แปลกใหม่มากแล้ว แต่ยังไม่หมดแค่นั้น คอลัมน์ยังให้รายละเอียดเพิ่มว่าที่ร้านนี้ไม่มีเมนูให้เลือกสั่งเป็นรายการแบบร้านอาหารทั่วไป แต่เมนูอาหารจะถูกจัดมาเป็นเซ็ทเช่น เซ็ท a เป็นอาหารไทย เซ็ท b เป็นอาหารนานาชาติ เซ็ท c เป็นมังสวิรัติ แบบนี้เป็นต้น ไม่กี่สิ่งที่แขกจะเลือกเองได้ก็คงจะเป็นเครื่องดื่มและรีเควสท์เพิ่มเติมหากมีอาการแพ้อาหารชนิดไหน


เมื่ออ่านจบฉันหลับตาลงและปล่อยให้จินตนาการโลดแล่น ถ้าฉันไปกินอาหารที่ร้านนี้จะเกิดอะไรขึ้นบ้างหนอ เริ่มแรกฉันคงจะเดินชนนั่นชนนี่สะเปะสะปะไปหมด ถ้วยชามรามไหของที่ร้านคงจะแตกหล่นป่นปี้ไม่มีชิ้นดีและฉันคงต้องควักกระเป๋าเพื่อเป็นการชดใช้ค่าเสียหายเป็นแน่ กินมื้อเดียวอาจจะหมดไปสามพัน ไหนจะเรื่องของอาหารที่ฉันกังวล ด้วยนิสัยชอบเลือกกินของฉันนั่นอีกเล่า (ขอวงเล็บไว้หน่อยเพราะอาจจะมีหลายคนเข้าใจว่าฉันเป็นพวกแดกไม่เลือก) ถ้าเกิดฉันเลือกสั่งชุดอาหารไทยมา แต่ดันมีแกงไตปลา แกงส้ม น้ำพริกกะปิกับผักแกล้ม กุ้งผัดสะตอ หรือแม้แต่ส้มตำ ซึ่งนี่เป็นตัวอย่างเบาะๆของอาหารที่ฉันไม่คิดจะกินมันเลย ฉันจะทำยังไง ต้องกล้ำกลืนฝืนกินเข้าไปทั้งอย่างนั้นน่ะเหรอ แค่นึกถึงกลิ่นอันไม่น่าอภิรมย์ของแกงไตปลา ส้มตำ น้ำพริกกะปิ หรือสะตอ ที่จะทิ้งกลิ่นตกค้างไว้ในลมหายใจ ฉันก็รู้สึกแหวะจะแย่แล้ว ไหนยังจะรสชาติที่พิลึกพิลั่นของแกงส้มสำหรับฉันอีก แล้วพวกผักอีกนับประดามีที่กินควบในอาหารไทยที่ฉันไม่ค่อยชอบเท่าไหร่เลย แบบนี้ฉันไม่ควรจะสั่งอาหารไทยสินะ เลือกอาหารนานาชาติคงปลอดภัยกว่า ถึงจะมีผักแต่ฉันว่าฉันชอบกินผักที่อยู่ในอาหารต่างชาติมากกว่าแหละ แล้วถ้าเกิดฉันซุ่มซ่ามทำอาหารหกใส่ชุดสวยของฉันเข้าละ แล้วถ้าเป็นอาหารที่ฉันเกลียดกลิ่นมันด้วย โอย ไม่อยากจะคิดเลย (ความจริงฉันเป็นคนแต่งตัวเรียบง่ายติดจะปอนๆด้วยซ้ำ แต่ด้วยความที่ร้านเขาอยู่ในโรงแรมก็อาจจะต้องพิถีพิถันกับการแต่งกายกันหน่อย) … นี่ขนาดแค่จินตนาการเท่านั้นนะ มันยังเตลิดไปไกลถึงเพียงนี้ …

แต่แล้วฉันก็คิดได้ว่าไหนๆฉันก็ต้องปิดตาแล้วทำไมฉันไม่ลองเปิดใจด้วยล่ะ ถ้าวันใดวันหนึ่งฉันมีโอกาสได้ไปกินอาหารที่ Dine in the Dark มันก็จะเป็นครั้งแรกที่ฉันได้เรียนรู้ประสบการณ์เสี้ยวนึงของผู้พิการทางสายตา รวมทั้งมันอาจจะเป็นครั้งแรกที่ฉันฝืนกินอาหารที่ฉันไม่ชอบได้จนหมดจาน มันอาจจะเป็นครั้งแรกด้วยเหมือนกันที่ฉันไม่นึกยี่หระที่จะต้องกินอาหารที่มีกลิ่นแรงแม้มันจะแรงถึงขนาดส่งผ่านมาได้ทางลมหายใจ แล้วมันอาจเป็นครั้งแรกเช่นกันที่ฉันกินผักในอาหารไทยมากที่สุดในชีวิตก็ได้

บางครั้งคนเราอาจจะต้องปิดตาเสียก่อน ใจเราถึงจะเปิดออกมาเพื่อรับประสบการณ์ใหม่ๆ มุมมองใหม่ๆ จากที่ก่อนหน้านี้เราเปิดตา เราเห็นได้ทุกอย่าง เรามีสิทธิ์เลือกทุกอย่างผ่านทางการมองเห็นของเรา เราเลือกที่จะไม่ทำนั่น ไม่เอานี่ เราเลือกที่จะกินอันนั้น ไม่กินอันนี้ เพียงเพราะเราเห็นว่ามันเป็นอย่างไร เราเพียงแค่ใช้สายตาดูและตัดสินมัน และเราก็ทำแบบนี้กับอะไรหลายๆเรื่องในชีวิตเรา ไม่ใช่แค่เรื่องการเลือกกินเท่านั้น เราเลือกที่จะไม่คบคนนั้นหรือคบคนนี้เพียงแค่สิ่งที่เราเห็นจากสายตา หากแต่เราจะปิดตา ใช้หู ใช้ปาก ใช้ใจให้มากขึ้น เราก็อาจจะพบกับอะไรใหม่ๆที่ไม่คาดคิด หรือแม้แต่เราอาจจะเปลี่ยนแปลงความคิดและทัศนคติของเราที่มีต่อสิ่งใดสิ่งหนึ่งหรือคนใดคนหนึ่งไปเลยก็ได้

หมายเหตุ
ขอบคุณภาพจากเวบไซท์ของทางร้าน

27.9.13

ข น ( 1 )

0 comments
จากความเชื่อที่ว่าพระเจ้าทรงเป็นผู้สร้างโลกและสิ่งมีชีวิตนานาชนิดให้อยู่ร่วมกันและดำรงเผ่าพันธุ์สืบต่อกันชั่วลูกชั่วหลานจนมาถึงวันนี้ วันที่มนุษย์เดินดินตาดำๆคนหนึ่งอย่างฉัน อยากจะถามพระเจ้าว่า พระองค์ทรงสร้าง "ขน" ให้กับมนุษย์ทำไม เพราะเรื่องของขนนี้ ทำให้มนุษย์เราวุ่นวายกับมันมาตั้งแต่ชั่วกัปชั่วกัลป์แล้ว เริ่มกันตั้งแต่ …

ขนหัว

หรือที่เรียกกันว่าผมนั่นเอง ตั้งเด็กลืมตาดูโลกออกมาเป็นเด็กน้อยวัยแบเบาะ ฉันเชื่อว่าพ่อแม่นับล้านทั่วโลก หลายยุคหลายสมัย มีความกังวลว่าขนบนกบาลของลูกหลานอันเป็นที่รักยิ่งนั้น จะไม่งอก ไม่ดกดำเท่าลูกคนอื่นๆ ไม่มีพ่อแม่ ปู่ย่าตายายคนไหน อยากทนเห็นลูกหลานตัวเองเป็นอิเด็กหัวโกร๋น ไร้ผมปกคลุมศีรษะแบบนั้น ต่างก็สรรหาวิธีการมาเพื่อช่วยกระตุ้นให้มันงอกงามดกดำดี


พอเด็กเริ่มโต ถึงวัยเข้าโรงเรียนได้ ก็พอที่จะหมดปัญหายุ่งๆกับผมบนกบาลน้อยๆไปได้บ้าง หากว่าเด็กคนนั้นเกิดในประเทศสารขัณฑ์ละ เอาละสิ ปัญหาเกิด เด็กผู้ชายต้องไถเกรียน เด็กผู้หญิงต้องตัดบ็อบความยาวไม่เกินติ่งหู ในขณะที่เด็กที่อื่นๆเกือบทั่วโลกก็ว่าได้ มีสิทธิ์เลือกทรงผมบนกบาลตัวเองหรือแม้แต่ผู้ปกครองจะเป็นคนเลือกให้เด็กเองก็ตามในการไปโรงเรียนในแต่ละวัน แต่ที่ประเทศสารขัณฑ์แห่งนี้หมดสิทธิ์ หลายโรงเรียนห้ามเด็กผู้หญิงไว้ผมยาว โรงเรียนไหนที่ยอมให้ไว้ผมยาวได้ ก็จะจำกัดไว้ว่าถักเปียได้กี่แบบ ผูกริบบิ้นได้กี่สี บางชั้นปีให้ผูกสีเดียวกันทุกคนด้วยนะ อุแม่เจ้า โรงเรียนช่างวุ่นวายกับกบาลเด็กเสียจริง เด็กนักเรียนหญิงหลายคนชอบแอบไปซอยผม ทำทรงผมผิดระเบียบกันตอนปิดเทอม เพื่อเป็นการผ่อนคลายจากการถูกริดรอนเสรีภาพทางกบาลเมื่อยามเปิดเทอม จนเมื่อเทอมใหม่เวียนมาบรรจบอีกครา ก็ต้องรีบแจ้นไปแก้ทรงให้มันหายผิดระเบียบ เพราะครูจะตรวจผม

สำหรับหนุ่มสาวที่โตเต็มวัยก็มีสิทธิ์เลือกทรงผมให้กับตัวเองได้ตามใจ หลายคนก็มักจะประสบปัญหาไม่พอใจสภาพผมที่ติดตัวมาตั้งกำเนิด ฉันเองก็เป็นหนึ่งในนั้น ฉันเกิดมาพร้อมกับผมหยักศกเส้นค่อนข้างใหญ่ที่ได้มาจากพ่อ ว่ากันตามจริงฉันไม่ได้รังเกียจผมหยักศกด้วยตัวของมันเอง หากแต่ว่าทรงผมสไตล์ที่ฉันชอบ มักจะเป็นทรงผมที่เหมาะกับสภาพผมตรงและเส้นเล็กมากกว่า ทำให้ฉันไม่สามารถมีทรงผมในแบบที่ต้องการได้ หรือถึงมีได้ก็สวยแค่วันเดียวที่ก้าวเท้าออกมาจากซาลอน สิ่งนี้ทำให้ฉันมีความอึดอัดคับข้องใจเป็นอย่างมาก อยากจะมีผมตรงเหมือนชาวบ้านเขา หนุ่มสาวชาวผมหยักศกล้วนมีเป้าหมายเดียวกันคือการยืดผมให้ตรง เราต่างก็สรรหาอุปกรณ์สารพัดมาช่วยในการจัดแต่งทรง ไม่ว่าจะไดร์ ที่หนีบผม ไม่ว่าจากแบรนด์ราคาแพงเรือนพัน หรืออันละ 199 หน้าราม หรือแม้แต่ผลิตภัณฑ์จัดแต่งทรงผมที่ใครว่ากันว่าดี เราก็ต้องหามาลองกับกบาลเราให้จงได้ รวมทั้งการยืดผมถาวรที่แห่กันไปทำทั่วบ้านทั่วเมือง เพราะหวังว่าสักวันผมเราจะตรงสลวยสวยเก๋เหมือนอย่างชาวบ้านเขามั่ง และคำที่บาดใจชาวผมหยักศกอย่างแรง จัดว่าเป็นคำไม่สุภาพก็คือ การที่ใครเรียกเราว่าเป็นคนผมหยิก ผมกูไม่ได้หยิกว้อย เค้าเรียกหยักศก ไม่เคยเรียนหรือไง สอก แต่ในขณะที่ชาวบ้านที่มีผมตรงแด่ว ตรงจนทื่อ จนดูลีบไปทั้งหัวกลับอยากดัดผมให้มันหยิก ทรงพอลล่า ทรงปาล์มมี่ ที่ดูมีลอนสวยเป็นธรรมชาติก็ฮิตไปทั่วบ้านทั่วเมืองมาแล้ว ไหนจะลอนคลายๆนุ่มฟูดูเกาหลีโนะเนะนั่นอีก

นอกจากเรื่องความหยิกความตรงแล้ว สีก็เป็นส่วนสำคัญ เมื่อผมสีบลอนด์กลายเป็นสัญลักษณ์แห่งความโง่เง่าไร้สมอง ทำให้สาวฝรั่งที่มีผมสีนี้มาตั้งแต่กำเนิดแห่กันไปย้อมสีผมให้กลายเป็นสีบรูเนทท์หรือแม้แต่สีโค้ก สีขี้เถ้าหรือสีอะไรอื่นๆ เพื่อหลีกเลี่ยงสีผมเดิมให้ต้องตกเป็นขี้ปากว่าสวยแต่โง่ ในขณะที่สาวไทยและสาวยุ่นส่วนมากกลับชอบนักหนาผมสีบลอนด์ทองเนี่ย ทำกันให้เกร่อไปทั้งบ้านทั้งเมือง รวมทั้งฉันนี่ก็ด้วย นี่ยังไม่พูดถึงสีผมที่ผิดธรรมชาติต่างๆอีกนะ ชมพู ฟ้า เขียว แดง ส้ม ม่วงที่สรรหามาทำกันตามแฟชั่นแบบหลุดโลก เรียกว่าทุกสรรพสีที่มีบนโลกก็สามารถกลายมาเป็นสีผมบนหัวเราได้แล้ววันนี้ อะ และที่ลืมไปไม่ได้ คือเรื่องการปิดผมหงอกผมขาวของคนที่มีผมขาวก่อนวัยหรือตามวัยก็แล้วแต่ ที่จะย้อมปกปิดมันเอาไว้ไม่ให้ผมสีดอกเลาโผล่มาฟ้องอายุให้ได้อาย หรือบางคนขี้เกียจย้อม เขาก็มีบริการรับถอนผมหงอกผมขาวด้วยนะ ฉันเคยเห็นเขามาตั้งโต๊ะนั่งถอนหงอกกันที่สหกรณ์พระนครแถวซอยอารีย์ เรียกว่าเป็นการกระจายรายได้สู่ชุมชนอีกทาง ฮ่าๆ

เรื่องสีและเท็กซ์เจอร์ผ่านไป มีคนอีกกลุ่มนึงที่อาจจะไม่สนสีผมหรือไม่แคร์ว่ามันจะหยิก จะหยัก จะตรงหรืองอประการใด ขอแค่เพียงกูมีผมเท่านั้นเป็นพอใจ นั่นก็คือคนผมน้อย คนหัวล้าน หรืออะไรก็แล้วแต่จะเรียก คนกลุ่มนี้เสียเงินไปมากมายกับทั้งวิทยาการระดับโลกของศูนย์ฟื้นฟูเส้นผม หรือแม้แต่ยาภูมิปัญญาชาวบ้าน หรือยาผีบอกอะไรก็ตาม เพียงเพื่อที่จะกลับมามีผมดกดำเหมือนอย่างที่เคย บางคนพยายามแล้วพยายามเล่าจนอ่อนใจ สุดท้ายก็หันหน้าเข้าหาวิก ซึ่งสมัยนี้ก็มีวิกมากมายหลายทรงให้เลือก ทรงเรียบๆ ทรงแฟชั่นคนดัง เช่น ทรงฟาร่าห์ ทรงหล่อเกาหลี และทรงอะไรๆอีกเยอะแยะ รวมทั้งสีก็มีให้เลือกด้วยเช่นกัน วิกเหล่านี้สวยงามบาดใจ ราคาก็ไม่แพงเกินจะรับได้ จนถึงขนาดที่คนที่มีผมเต็มหัวดีๆก็นิยมซื้อหากันมาใช้ เพื่อเปลี่ยนทรง เปลี่ยนบรรยากาศกันได้ง่ายๆ โดยไม่ต้องไปยุ่งอะไรกับผมจริง แต่ก็ต้องระวัง หากใส่วิกเป็นเวลานานเกินไปหรือเลือกวิกที่ไม่ได้มาตรฐาน ก็เสี่ยงที่จะทำให้ผมร่วง จนกลายเป็นต้องมาพึ่งวิกทุกวันอย่างถาวรเลยก็ได้ กร๊ากกก


ขนคิ้ว

คงไม่ต่างอะไรจากเส้นผม พ่อแม่ชาวเอเชียส่วนมากกลัวกันเหลือเกินว่าทารกน้อยๆของตนจะโตมาคิ้วบาง พ่อแม่คนไทยเลยชอบเอาดอกอัญชันมาทาถูๆคิ้วลูกน้อยอยู่นั่นแหละ ด้วยหวังว่าสักวันมันจะงอกออกมาดกดำมันขลับงามเหมือนขนกาน้ำ นับว่าเป็นการนำเอาสมุนไพรและภูมิปัญญาชาวบ้านมาประยุกต์ใช้ได้ดีแท้ น่าสนับสนุน

เมื่อโตกันเป็นหนุ่มเป็นสาวก็ยังต้องวุ่นวายกันคิ้ว ใครที่คิ้วหนาจนรก ก็ต้องไปกันไปเล็มให้มันเข้ารูปเข้าทรง รับกับใบหน้า หนุ่มญี่ปุ่นรุ่นใหม่ส่วนมากก็กันคิ้วทั้งนั้น แต่สำหรับหนุ่มชาติอื่นยังไม่ได้รับรายงาน สาวๆบางคนก็ไปแว็กซ์คิ้วกับผู้เชี่ยวชาญ หรือไปให้เคาน์เตอร์เครื่องสำอางกันคิ้วให้เพื่อเป็นแนวทาง นับว่าดูดเงินไปได้เยอะเลยทีเดียว กะอีแค่ขนไม่กี่กระหย่อมใต้หน้าผากเหนือลูกกะตาคนเรานี่ ส่วนคนที่ไม่มีคิ้ว ก็แห่กันไปสักคิ้วถาร เพื่อจะได้มีคิ้วกับเขาบ้าง ซึ่งก็ยิ่งต้องระวังให้ดี หากไปสักกับร้านที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะจะเสี่ยงติดเชื้อมาโดยไม่รู้ตัว ติดได้แม้กระทั่งเอดส์เลยนะขอบอก

แล้วสีของคิ้วก็ต้องสอดรับกับสีผมนะจ๊ะ เดี๋ยวนี้มีผลิตภัณฑ์เปลี่ยนสีคิ้วออกมาเยอะมาก ทั้งมาสคาร่า ทั้งน้ำยาย้อมแบบที่ใช้ย้อมผม หรือแม้แต่การไปย้อมที่บิวตี้ซาลอนก็ตาม เรียกว่าต้องเอาให้เป๊ะ ให้แมทช์กันทุกมุมมองเลยว่าอย่างนั้นเถอะ ไม่งั้นไม่สวยจริง


ขนตา

คนไทยเรามีคำพังเพยที่ว่า ผิวพม่า นัยน์ตาแขก เป็นความเชื่อที่ส่งต่อกันมาช้านานว่า ตาแบบแขกนี่ละ คือตาที่สวยที่สุด ตาโต ขาตาเยอะ ดกดำ และงอนสวย และดูเหมือนว่าค่านิยมนี้เหมือนจะแพร่กระจายไปทั่วโลกเลยด้วย ทำให้สาวที่อัตคัตขนตา ต่างดิ้นรนหาวิธีที่จะทำให้ขนตาดูงอนงาม เป็นแพหนาขึ้นมาได้

ถ้าคุณเป็นผู้หญิงที่แต่งหน้า จะเก่งหรือไม่เก่งไม่รู้แหละ คุณต้องมีมาสคาร่าเป็นของตัวเองอย่างน้อยก็หนึ่งแท่ง เป็นสูตรที่คุณเลือกแล้วว่าจะช่วยปรับปรุงขนตาคุณให้ดีขึ้นอย่างไร เพิ่มความหนา ต่อความยาว เสริมความงอน หรือว่าเป็นสูตรคอมโบ้ เพิ่มมันทุกอย่างเลย เพราะขนตาจริงหรอมแหรมเหลือใจ แล้วมาสคาร่าสมัยนี้มีมากมายหลายสูตร ทั้งแบบผสมไฟเบอร์ที่ล้างออกยากเย็นแสนเข็ญ จะล้างให้หมดทีขนตาแทบหลุดกว่าจะเอาเศษไฟเบอร์ออกได้ แถมยังต้องระวังหนังตาเหี่ยวอีก เพราะต้องถูต้องเช็ดให้มันออก หัวแปรงรึก็มีทั้งแบบซอกซอนทะลุทะลวง นัยว่าแยงเข้าไปถึงขนตาได้ทุกเส้น กะอีแค่ขนตาเส้นเล็กๆบางๆนี้ คนคิดมาสคาร่าก็ประดิษฐ์สูตรต่างๆออกมาสนองความต้องการอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน

หลังๆนี่การใช้มาสคาร่าเหมือนจะไม่พอเสียแล้ว เพราะพอล้างเครื่องสำอางมันก็หลุดไปหมด ผู้หญิงหลายนางต้องการมากกว่านั้น เลยพากันไปต่อขนตาถาวร ติดไว้กับตาเลย แผ่ฟูเป็นขนนกเลยทีเดียว จะนั่งจะเดิน จะกินจะนอน จะขี้จะเยี่ยว ขนตาก็ยังคงอยู่ยั้งยืนยง โอ้ววว บางนางไปต่อร้านมั่วๆซี้ซั้ว เลยต้องเข้าโรงหมอก็มีนะ หรือแม้แต่ขนตาปลอมแบบติดได้ถอดได้ ก็เป็นที่นิยมกันมากในสมัยนี้ มีให้เลือกจนตาลาย ทั้งแบบธรรมชาติ แบบแฟชั่น หรือแม้แต่แบบแฟนซีเหมือนหลุดมาจากดาวนอกโลกก็มี


ขนหน้า

พูดแบบนี้แล้วอาจจะงง ว่าคนนะไม่ใช่แมว จะได้มีขนตามใบหน้าได้ด้วย ฉันหมายถึงหนวดถึงเคราจ้ะ สำหรับผู้หญิงไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่กับเรื่องหนวดเครา เพราะเราไม่มีอยู่แล้วตามธรรมชาติ หรือถ้าใครมีก็เป็นการเพิ่มรายได้ให้ตัวเองได้อีกทาง โดยการไปออกละครสัตว์หรืองานวัดภูเขาทอง ผู้หญิงเราอาจจะมีก็แค่ขนอ่อนๆที่ขึ้นทั่วไปสังเกตได้ไม่ชัด แต่ถึงกระนั้นสาวๆบางคนที่ต้องการความเรียบเนียนเป็นพิเศษก็ไปทำหมั่งหมิงหรือการใช้เส้นด้ายถอนขนบนใบหน้า เพื่อให้หน้าเรียบเนียนยิ่งขึ้น บางคนเชื่อว่าทำแล้วจะแต่งหน้าได้ติดดีมากขึ้นด้วย

หนุ่มๆส่วนมากต้องโกนหนวดโกนเครากันแทบจะทุกวัน ไม่งั้นมันจะงอกออกมารกรุงรัง คนไหนที่มีอัตราการงอกไวหน่อย หากปล่อยไว้สักครึ่งเดือนก็จะงอกออกมายาวซะเหมือนโจรพูโล คนไหนที่หนวดงอกช้า ก็ปล่อยไว้ได้นานหน่อย สักสามสี่วันค่อยจัดการเสียหนึ่งที พวกหนวดดกงอกไวหลายคนที่ฉันรู้จักมักจะประสบปัญหาขี้เกียจโกน เพราะรู้สึกว่าต้องทำประจำ ซ้ำๆซากๆ เป็นที่น่าเบื่อหน่าย หนุ่มรุ่นน้องของฉันคนหนึ่งมักบอกแก่ฉันและคนรอบตัวประจำว่าจะเก็บเงินไปเลเซอร์เอาหนวดออกให้หมดหน้า จะได้ไม่ต้องโกนอีกต่อไป ในขณะที่แฟนเก่าของฉันอยากไว้หนวดไว้เคราเอาใจฉันแทบแย่ หลังจากที่รู้ว่าฉันชอบใบหน้าของเขาตอนมีหนวดมาก ดูแลหล่อคมบาดใจดีแท้ แต่เค้าก็ไว้หนวดไม่ได้ เพราะหน้าที่การงานบังคับ ช่วงไหนหยุดยาวหน่อยก็ไว้เอาใจฉันเต็มที่ ช่วงไหนกลับไปทำงานก็ต้องโกนกันแทบจะวันเว้นวัน หรือคนบางพวกที่หนวดเคราหรอมแหรมเหลือเกิน กลับอยากมีหนวดเคราดกดำ ไม่รู้ว่าอยากจะมีเพื่อไปประกวดหนวดงามที่ไหนหรือเพราะอยากจะเอามาเสริมบุคลิกให้ดูเข้มขึ้นก็ไม่ทราบได้


ขนรักแร้

นับได้ว่าเป็นจุดที่ป็อบปูล่าร์เป็นที่สุดในการจะพูดถึงเรื่องขนๆบนร่างกายมนุษย์เรานี้ สำหรับผู้หญิงเราร้อยทั้งร้อย ไม่มีใครอยากมีขนรักแร้ให้กวนใจกวนสายตา และก็คงไม่มีมนุษย์เพศชายคนไหนที่จะชอบดูผู้หญิงมีขนรักแร้เช่นกัน ดังนั้นมีดโกน แหนบ แว็กซ์ ครีมขจัดขน เลเซอร์ สารพัดวิธีจึงถูกคิดค้นขึ้นมาในการกำจัดขนส่วนเกินใต้วงแขนนี้ให้อันตรธานหายไป

นับว่าเป็นการลำบากของผู้หญิงเหมือนกันในการที่จะกำจัดขนส่วนนี้ออกไปให้สิ้นซาก ไม่ว่าจะโกนหรือถอน สักวันมันก็งอกออกมาได้ใหม่ ถ้าเลือกจะโกน ก็ต้องทำกันบ่อยๆ แถมยังต้องระวังการกระทบกระเทือนอีก เดี๋ยวจั๊กก้าจะดำไม่รู้ตัว ถ้าจะเอาแหนบถอนก็ต้องเล็งกันตาแทบเหล่ จะใช้ครีมขจัดขน ก็ต้องอ้าแขนรอจนเมื่อยเลย กว่าครีมจะกัดขนหลุด แว็กซ์เป็นทางเลือกที่ดี เพราะขนหลุดออกทั้งราก แต่ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บ เลเซอร์รึก็อีก ใช่ว่าจะไม่เจ็บนะ เจ็บเหมือนกัน แถมต้องเก็บเงินก้อนใหญ่ด้วย และก็ไม่ใช่ว่าทำครั้งเดียวจะได้เลย ต้องหมั่นไปทำห้าหกครั้งขึ้นไปโน่น ถึงจะกำจัดขนอันไม่ถึงปรารถนาออกไปได้สิ้นซาก

ท่ามกลางกระแสข่าวลือหรือข่าวจริงก็ไม่ทราบได้ว่า สาวจีนส่วนมากไม่นิยมกำจัดขนรักแร้กันสักเท่าไหร่ กลับมีหนุ่มแท้ๆในจำนวนที่มากขึ้นที่รู้สึกไม่ค่อยชอบที่จะเก็บขนรักแร้ของตัวเองเอาไว้ ฉันก็ไม่รู้ว่าทำไมเหมือนกัน ปกติก็เคยเห็นแต่นักว่ายน้ำที่มักจะเอาออกเพื่อลดแรงต้านใต้น้ำ นัยว่ามีส่วนช่วยให้ว่ายได้เร็วขึ้น ในชีวิตมีผู้ชายที่ฉันรู้จักสองคนแล้วที่เอ่ยปากบอกกันฉันว่าเขาโกนขนรักแร้ออกเพราะไม่ชอบ หนุ่มคนแรกเป็นกิ๊กเก่าฉันเอง เขาบอกว่ามีขนรักแร้แล้วรู้สึกว่าสกปรก และถ้าไม่เอาออกจะทำให้เป็นที่สะสมของกลิ่นตัว หนุ่มคนถัดมาคือแฟนเก่าฉัน เขาบอกว่าหาสาเหตุไม่ได้เหมือนกันว่าทำไมถึงไม่ชอบ ไม่ได้กังวลเรื่องกลิ่นตัวด้วย แค่รู้สึกว่าไม่มีแล้วจะดีกว่า ... ก็ว่ากันไป

สำหรับตอนนี้ต้องขอพักกันก่อนกับเรื่องขนๆ ไว้คราวหน้าฉันจะมาเขียนต่อถึงขนในส่วนที่อยู่ล่างลงไปกว่านั้น … 

26.9.13

ภ า ษ า ไ ท ย ใ ช้ ใ ห้ ถู ก

0 comments
บ่นมาหลายปีดีดักและจะยังคงบ่นกันต่อไป กับอีพวกหลายๆคนที่มีปัญญามีคอมพิวเตอร์ใช้ มีปัญญาจ่ายค่าบริการอินเตอร์เนท หรือติดตามโซเชียลเน็ตเวิร์คนั่นโน่นนี่ แต่กลับไม่มีปัญญาใช้ภาษาไทยให้ถูกต้อง ก็ไม่รู้มันยากนักหรือไง โอเค มันอาจจะยากประมาณนึงสำหรับบางคน แต่กับอีกหลายๆคนเราเชื่อว่าเกิดจากความไม่ใส่ใจ

ปกติแล้วเราถือว่าตัวเราเป็นคนหัวสมัยใหม่มากนะและไม่ใช่คนอนุรักษ์นิยมเลย ข้อนี้คนที่สนิทกับเราต่างก็รู้ดีและเห็นด้วย แต่ถ้าจะมีเรื่องใดสักเรื่องในชีวิตที่เราจะหัวโบราณแล้วละก็ คงหนีไม่พ้นเรื่องการใช้ภาษาไทยให้ถูกเนี่ยแหละ ครั้งนึงเราเคยถูกเพื่อนสาวคนสนิทเรียกว่า "อิครูประชาบาล" ทั้งหมดเกิดขึ้นเพราะเราไปทักมันให้เขียนคำว่า คะ/ค่ะ ให้ถูกต้อง เพราะมันเล่นเขียนเป็น คะ ทุกคำเลย เวลาตอบกระทู้ตามพันทิปเนี่ยแหละ โดยอ้างว่าขี้เกียจใส่ไม้เอกลงไปเพิ่ม เราฟังแล้วเหลืออดเลยบอกมันไปว่า ถ้าเรื่องแค่นี้มึงยังขี้เกียจ กูว่านะมึงลาออกจากงานไปนอนเล่นอยู่บ้านเหอะ งานการที่ทำยากกว่าตั้งเยอะ

และเราจะหงุดหงิดทุกครั้งเวลาที่เห็นใครใช้คำกันไม่ค่อยจะถูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในโลกไซเบอร์ ยิ่งเราสามารถติดต่อกันได้เร็วเท่าไหร่ ความระมัดระวังในการใช้ภาษาไทยของคนเราก็ยิ่งลดลงพร้อมกับความชุ่ยที่มีมากขึ้น ข้างล่างนี้ เป็นตัวอย่างในการพร่ำบ่นของเราผ่านเฟซบุค ที่เราจะอัพสเตตัสกึ่งระบาย กึ่งสอนไปในตัว

นี่ก็เอาอีก มีปัญญามีเนทมีคอมใช้ แต่สะกดกันไม่ได้ ... กดไลท์ร้อยครั้ง ... ไลท์ = light แปลว่าแสง หรือ น้ำหนักเบา ส่วน ไลค์ = like แปลว่าชอบ ถูกใจ

นี่ก็อีกคำ สักแต่มีปัญญาซื้อมากิน แต่เขียนกันไม่ถูก ... พาเมอซานชีท ... ชีท = sheet คืออะไรที่เป็นแผ่นๆ ส่วน ชีส = cheese คือเนยแข็งแบบต่างๆ

มาส์กหน้า เค้าสะกดกันแบบนี้เฟ้ย ไม่ใช่มาร์ค ... มาร์ค = mark เครื่องหมาย ส่วน มาส์ก = mask ตะหากที่แปลว่าหน้ากาก

บลัชออน เค้าสะกดกันแบบนี้โว้ย ไม่ใช่บรัช มีปัญญาใช้ของแพงๆ แต่ไม่มีปัญญาสะกดคำจากภาษาอังกฤษกันนะคนเรา ... blush (บลัช) = หน้ามีสีเรื่อๆแดงๆ ส่วน brush (บรัช) = แปรง ที่จะเอาไปทาหรือแปรงอะไรก็ช่างเหอะ

อาจจะดูว่าวีน เหวี่ยง หรือเป็นการสะเออะไปยุ่งเรื่องชาวบ้านแบบไม่เข้าเรื่อง ใครเขาจะสะกดคำยังไง ใช้ภาษายังไงก็เรื่องของเขาสิ แกไปเกี่ยวอะไรด้วย แต่ขอโทษทีเถอะนะ เราขอใช้สิทธิ์ในฐานะเพื่อนร่วมชาติ ที่ไม่อยากเห็นภาษาไทยมันเสื่อมลงไปกว่านี้ ขอทีเถอะ ช่วยสะกดคำกันให้ถูกด้วย ภาษาไม่ใช่เครื่องมือแสดงรสนิยมหรือแสดงความโก้เก๋อินเทรนด์อะไร เพราะฉะนั้นไม่ว่าคุณจะชอบหรือไม่ชอบยังไง คุณก็ต้องใช้มันให้ถูก กรุณาด้วยเถอะค้าบบบบ